
กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสได้กว่า 30,000 ล้านบาท ใน 4 ปี
นายภาณุวัฒน์ เหลืองวิไล รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม OECD Global on VAT ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ที่ฝรั่งเศส โดยหัวข้อที่นำไปกล่าวบนเวทีคือ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (อี-เซอร์วิส) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส จากบริษัทข้ามชาติจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 4 ปีแล้ว กรมสรรพากร สามารถจัดเก็บได้มากกว่า 30,000 ล้านบาทแล้ว ดังนี้ปี 2564 จัดเก็บได้ 1,745 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 จัดเก็บ 6,346 ล้านบาท ปี 2566 จัดเก็บภาษีได้ 6,609 ล้านบาท ปี 2567 จัดเก็บรายได้ 7,859 ล้านบาท และปี 2568 จัดเก็บรายได้ 8,292 ล้านบาท และมีบริษัทต่างชาติ ที่เข้าสู่ระบบการชำระภาษีกว่า 258 รายแล้ว
สำหรับผลของการจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส ดังกล่าว ทำให้หลายประเทศสนใจสอบถามถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการพัฒนามาตรการจัดเก็บภาษี ป้องกันการเลี่ยงภาษีข้ามพรมแดน ถือเป็นการปรับตัวรับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศไทยยังให้ความร่วมมือกับ OECD ผลักดันแนวทางความร่วมมือและมาตรการด้านภาษีระหว่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ารับการประเมินการดำเนินการตามมาตรฐานสากลในปี 2569
นายภาณุวัฒน์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส ดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการต่างประเทศ และช่วยปิดช่องโหว่ของกฎหมาย จากเดิมผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการในประเทศ ต้องเสียภาษี แต่เมื่อบริบทของการให้บริการเปลี่ยนแปลงไป มีบริษัทต่างชาติให้บริการในประเทศไทย ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษีในประเทศไทยด้วย แม้จะตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่เพราะให้บริการคนไทยในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย ให้ทัดเทียมนานาชาติ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลด้วย