
รฟท. พิจารณาบอกเลิกสัญญากับอิตาเลียนไทยฯ หลังพบผิดสัญญาเรื่องความปลอดภัยจากกรณีเครนหล่นทับรถไฟ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด รฟท. ว่า ที่ประชุมบอร์ด รฟท. ได้มีการหารือในประเด็นการบอกเลิกสัญญากับ บริษัท อิตาเลียนไทย เดเวลอปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) ในโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน โดยทางคณะกรรมการสอบสวนของ รฟท. ได้สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นกรณีเครนในโครงการก่อสร้าง ไทย-จีน สัญญา 3-4 หล่นทับรถไฟที่สีคิ้วแล้ว โดยพบว่าการเกิดอุบัติเหตุมีมูลเหตุสำคัญจากการที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา โดยเฉพาะการไม่จัดหาพนักงานเฝ้าระวังความปลอดภัยหรือ Lookout Man ซึ่งเป็นหน้าที่ตามสัญญาและเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่จำเป็นในการทำงานในพื้นที่หรือข้างทางรถไฟ ในการประสานระหว่าง รฟท. กับ ผู้รับจ้าง ซึ่งผลสอบระบุว่า การไม่จัดหา Lookout Man ถือเป็นการผิดสัญญาและเป็นเหตุผลเพียงพอที่ รฟท. สามารถนำมาพิจารณาบอกเลิกสัญญาได้
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรอบคอบ รอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทาง รฟท. จึงมีมติรวบรวมข้อมูล ผลสอบและข้อเท็จจริงทั้งหมด หารือต่อสำนักงานอัยการสูงสุดว่า รฟท. สามารถบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ รวมถึงหากมีการบอกเลิกสัญญาจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง เพื่อพิจารณาตีความก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐและประโยชน์สาธารณะตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 103
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ รฟท. ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน คือ สถานะของโครงการสัญญา 3.4 ที่มีความก้าวหน้าแล้วถึง 99.5% เหลืองานอีกเพียง 0.5% หากมีการบอกเลิกสัญญาในช่วงใกล้เสร็จ จะส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งต่อการรับประกันผลงานที่ดำเนินการไปแล้ว การส่งมอบงานให้กับสัญญา 2.3 ซึ่งเป็นงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) รวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่อาจเพิ่มขึ้น
“หากมีการบอกเลิกสัญญา รฟท. อาจจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ ตั้งแต่การจัดทำขอบเขตงานไปจนถึงการประกวดราคา ซึ่งประเมินว่าจะใช้เวลาก่อสร้างงานส่วนที่เหลือประมาณ 14 เดือน ไม่ว่าจะเป็นผู้รับจ้างรายเดิมหรือรายใหม่ และระยะเวลาดังกล่าวยังไม่รวมความเสี่ยงจากกระบวนการทางศาล หากผู้รับจ้างรายเดิมยื่นฟ้องโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง” นายอนันต์ กล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังพบประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ ใบรับรองความปลอดภัยของเครน (ปจ.) ซึ่งมีข้อมูลว่าได้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ก่อนวันเกิดเหตุ และผู้รับจ้างยังไม่ได้ส่งใบรับรองฉบับใหม่ตามรอบการตรวจทุก 3 เดือน รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ควบคุมงาน ซึ่งคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายเห็นว่าจำเป็นต้องมีการสอบสวนบทบาทและความรับผิดชอบของบริษัทผู้ควบคุมงานอย่าง China Railway เพิ่มเติม
นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบต่อผู้โดยสาร ยอมรับว่าจำนวนผู้โดยสารลดลงหลังเกิดเหตุ รฟท. จึงเร่งดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เช่น การติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม และการยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกัน รฟท. จะรวบรวมความเสียหายทั้งหมด ทั้งจากการยกเลิกขบวนรถและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างตามขั้นตอน
สำหรับประเด็นการประกันภัยผู้โดยสาร ซึ่งพบว่ามีบางส่วนหมดอายุ รฟท. ได้สั่งการให้เร่งรัดการต่อประกันให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และในระยะต่อไปจะมีพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเข้ามากำกับดูแลเพื่อเพิ่มความรัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวยังเข้าข่ายความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นกระบวนการแยกต่างหากจากการพิจารณาเรื่องสัญญา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป