
นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยอัตราเพิ่มประชากรลดลงเหลือ 0.42% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากรปี 2503 ซึ่งขณะนั้นมีอัตราเพิ่มปีละ 3.15% มีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน 26.30 ล้านครัวเรือน จากปี 2503 ที่มี 4.62 ล้านครัวเรือน ขณะที่ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 45 ปีก่อน โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวมากที่สุด รองลงมาเป็นคอนโดมีเนียมและทาวน์เฮ้าส์ ส่วนที่อาศัยอยู่ในตึกแถว ห้องแถวลดลงอย่างชัดเจน
“ปี 2568 เป็นปีที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตายติดต่อกันเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2564 โดยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายที่ 143,110 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มของประชากรลดลง ขณะที่คนมีอายุเกิน 60 ปีมีมากกว่า 20% โดยหญิงอายุเฉลี่ย 80 ปีและชาย 72 ปี ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาท้าทายเชิงโครงสร้างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้า สำหรับไทยมีความพิเศษคือยังไม่รวยแต่ข้ามไปแก่เสียแล้ว โดยภายในปี 2574 คนอายุเกิน 60 ปีในไทยจะมีสัดส่วน 28% ของประชากรทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20%
“เมื่อคนแก่เยอะและคนเกิดน้อย ทำให้เราต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สอท.กำลังศึกษาว่าคุ้มค่าไหม หากต้องรับความเสี่ยงด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งต้นทุนประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต การเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยสร้างประสิทธิภาพ และเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแทนแรงงานคน เปลี่ยนจากประเทศรับจ้างผลิต (OEM) เป็นประเทศที่ผลิตสินค้ามีดีไซน์ (ODM) หรือผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง (OBM)”
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ครัวเรือนขนาดเล็กลงสะท้อนความสามารถทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครอบครัวใหม่ที่นิยมอยู่บนตึกสูง มีความสามารถในการซื้อห้องได้จำกัด ขนาดไม่เกิน 30 ตรม. ซึ่งอยู่ได้ไม่เกิน 2 คนทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะจะมีภาระเพิ่ม ต้องหาที่นอนให้ลูก เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูง การอยู่ไกลออกไปจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายแพง ยอดซื้อคอนโดจึงกระจุกอยู่ในวงจำกัดไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองนัก ซึ่งหากทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาลดลงเหลือ 20 บาท จะช่วยได้มาก
นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการบริหารสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การมีคนสูงวัยในสังคมจำนวนมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องมีแผนรับมือโดยเฉพาะงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และอาจเปลี่ยนชื่อจาก “สังคมสูงวัย” เป็น “สังคมอายุยืน” ให้ความรู้สึกเชิงบวก
นอกจากนั้นยังอาจต้องมีการให้สิทธิพิเศษหรือคะแนนเพิ่ม สำหรับคนที่รักษาสุขภาพอย่างดี เพราะคนเหล่านี้ช่วยลดการใช้งบประมาณ รวมทั้งหาหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เช่น บริษัทประกันส่วนบุคคล รวมทั้งอาจต้องรณรงค์เรื่องการป่วยให้สั้น ไป (ตาย) ให้ไวด้วย