
ดร.สุชัชวีร์ ตั้งเป้า 20 ส.ส. และเสนอให้มีรองนายกฯ ฝ่ายพัฒนาทุนมนุษย์
“ดร.เอ้-สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ หวังปักธง 20 ส.ส. ยึด 3 กระทรวงสร้างคน“ศธ.-อว.-ดีอีเอส” ชูวาระแห่งชาติ “การศึกษาคือยาแก้จน”เปิดโมเดล“จ้างเรียนฟรีแถมเงินเดือน” ถึงปริญญาเอก ประกาศล้างหนี้ กยศ. 100% ปลดแอกคนรุ่นใหม่ 5 ล้านคน ย้ำระบบการศึกษาโลกใหม่ต้องเรียนฟรีจริง
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ ประกาศความชัดเจนทางการเมืองในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 ว่า ตั้งเป้าหมายกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้ได้ 20 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามรัฐธรรมนูญที่จะทำให้พรรคมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายได้ด้วยตนเอง เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่พรรคตั้งใจไว้ เมื่อถูกถามย้ำว่าไม่เอา 25 ที่นั่งหรือเพื่อจะได้มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายสุชัชวีร์ ตอบกลับทันทีว่า ตนเองมีคุณสมบัติและความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้
อย่างไรก็ตาม ในการจัดตั้งรัฐบาล นายสุชัชวีร์เสนอว่าควรมีการตั้งตำแหน่งใหม่คือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อบูรณาการการทำงานของ 3 กระทรวงหลักที่ตนมีความมุ่งมั่นอยากเข้าไปบริหาร ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยมองว่าโลกยุคใหม่เรื่องของการศึกษา เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือเรื่องเดียวกันที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ การบริหารงานแบบแยกส่วนคือจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขด่วน
“เหตุผลที่ต้องการดูแลกระทรวงด้านการศึกษา เพราะพรรคยึดถือปรัชญาหลักว่า การศึกษาคือยาแก้จนและเป็นเรื่องเดียวกับปากท้อง ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ หากโครงสร้างการศึกษาดี เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตก็จะดีตาม แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 300,000-400,000 คนต่อปี ขณะที่มหาวิทยาลัยรับได้ 1 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยจะตายทั้งระบบ”
.จ้างคนไทยเรียนปริญญาเอก
นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า คู่แข่งอย่างเวียดนามผลิตวิศวกรได้ปีละแสนคน แต่ไทยกลับขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงอย่างหนักจนเริ่มตามหลังเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ปัญหานี้ นายสุชัชวีร์เสนอนโยบายจ้างเรียน โดยตั้งเป้าเพิ่มผู้เรียน ปริญญาโท และปริญญาเอก ให้ได้ 300,000 คน หรือ30% ของระบบ
“ปัจจุบันทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกในระบบนั้นมีอยู่มากมายและเหลือเฟืออยู่แล้ว แต่ลำพังแค่การมีทุนให้เรียนฟรีนั้นยังไม่เพียงพอ สาเหตุเพราะกลุ่มเป้าหมายคือคนวัยทำงานที่ต้องเลือกระหว่างการเรียนกับการทำงานที่มีรายได้ประจำ 30,000–40,000 บาท ดังนั้น รัฐจึงต้องจ้างให้มาเรียน เพื่อให้การศึกษาเป็นยาแก้จนได้จริง”
นายสุชัชวีร์ แจกแจง ว่า จะใช้งบประมาณส่วนเพิ่มเพียง 5,000 ล้านบาท จากฐานเดิมที่รัฐอุดหนุนอยู่แล้ว 35,000 ล้านบาท รวมเป็น 40,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนดึงคนเก่งมา Re-skill ซึ่งงบ 5,000 ล้านบาทนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบสร้างถนนของกรมทางหลวงที่มีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาท แต่ผลตอบแทน คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้มหาศาล
.ล้างหนี้ กยศ.100% รีเซ็ตชีวิต 5 ล้านคน
นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อไปว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายยกเลิกหนี้ กยศ. 100% เพื่อปลดล็อกชีวิตคนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านคน เพราะหนี้การศึกษาเป็นปัญหาโครงสร้างที่ไม่ควรแก้แบบเดิมๆ เมื่อรัฐเปลี่ยนระบบมาเป็น เรียนฟรีและจ้างเรียน ตามข้อเสนอของพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ระบบกู้ยืมจึงหมดความจำเป็น ต่อไปคนไทยไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยการติดลบ เพราะหนี้การศึกษาคืออุปสรรคที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งตัวไม่ได้ ส่วนกองทุน กยศ. เดิมจะปรับบทบาทไปดูแลเฉพาะกรณีจำเป็นพิเศษคล้ายกองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต(กรอ.)เท่านั้น
สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบาย “3 เลิก 3 ให้” ได้แก่ เลิกงบรายหัวที่ทำให้โรงเรียนเล็กได้งบอาหารกลางวันแค่วันละ 200 บาท จนเด็กไม่ได้กินหมู เลิกงานฝากครู เพื่อไม่ให้ครูต้องเสี่ยงติดคุกเพราะงานธุรการและพัสดุ และเลิกประเมินแบบผักชีโรยหน้า เลิกวัดที่เอกสาร ควบคู่กับ 3 ให้ คือ ให้เรียนฟรีจริงให้สุขภาพดีด้วยการเพิ่มนมโรงเรียน 3 เท่า ให้ดื่มถึง ม.3 และให้งบค่าอุปกรณ์การเรียน 5,000 บาท โอนตรงเข้าบัญชีผู้ปกครอง เพื่อตัดวงจรของคุณภาพต่ำจากโรงเรียน
.แก้วิกฤตกทม.จมน้ำ-ค่าไฟลดฮวบ
นอกจากนี้ นายสุชัชวีร์เตือน ว่าหากไม่ทำอะไร กรุงเทพฯ จะจมน้ำและน้ำประปาจะเค็มจนกินไม่ได้ จึงได้เสนอสร้างแนวป้องกันน้ำทะเลหนุน โดยออกพันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 100,000 ล้านบาท ระดมทุนจากประชาชนโดยให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูง (MRO) ที่โคราช เพื่อรองรับเส้นทางรถไฟสายอีสานและอาเซียน สร้างงานให้เด็กอาชีวะไทยมีรายได้สูง ไม่ต้องส่งรถไฟไปซ่อมเมืองนอก พร้อมตั้งกองทุนสตาร์ทอัพวงเงินแสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมไทย
อีกหนึ่งไฮไลต์คือมีนโยบายเปลี่ยนหลังคาเป็นรายได้ โดยรัฐจับมือเอกชนติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่ให้ฟรีทุกครัวเรือน เพื่อปฏิวัติค่าไฟแพง โดยชี้ว่าหัวใจสำคัญคือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสายส่งและต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน ส่งผลให้ค่าไฟลดฮวบเหลือเพียงหน่วยละ 2-3 บาท อีกทั้งยังสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้ทันที เปลี่ยนรายจ่ายเป็นรายรับ เสมือนการยืมหลังคาบ้านมาผลิตไฟฟ้าโดยที่เจ้าของบ้านไม่ต้องควักกระเป๋าลงทุนเองแม้แต่บาทเดียว
“อย่างไรก็ตาม ผมรู้ว่าความจริงทางการเมือง แม้ผลโพลจะระบุว่าประชาชนเลือกจากนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี แต่ในทางปฏิบัติจริง นโยบายกลับไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ เอาเป็นว่า ถ้าจะใช้ผม ต้องเลือกผม"