“โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย

Date Time: 27 ม.ค. 2569 04:00 น.

Summary

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง “โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% คนไทยมีน้ำหนักเกิน ขณะที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก!! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

Latest

“ทองคำ” สินทรัพย์ทรงพลัง เปิดอาณาจักรธุรกิจร้านทอง 5 ล้านล้าน ใครคือเบอร์หนึ่งในสมรภูมินี้

“โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% คนไทยมีน้ำหนักเกิน ขณะที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก!!

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง “โรคอ้วน” วิกฤติสุขภาพคนไทย ทำประเทศสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% คนไทยมีน้ำหนักเกิน ขณะที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก!! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% เป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

ที่สำคัญโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าปี 2562 ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่า GDP ปี 62 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้ ภายในปี 2603 หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 62 ความ สูญเสียทางเศรษฐกิจนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรงทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย!!

พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า Weight Management คือการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมของแต่ละคน การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต บางกรณีการปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่พอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร คุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม ซึ่งการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

รศ.คลินิก นพ.ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร—ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด!!

ผู้ป่วยที่การใช้ยาไม่ได้ผล การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ เหมาะกับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 ร่วมกับมีโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ESG ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นหน้าท้อง ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% บำรุงราษฎร์รักษาด้วยวิธี ESG ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือมีมวลไขมันสูงแม้ BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทาง IF และ KETO หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร เป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย ซึ่งการมีผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน.

วณิชยา แสงทอง

คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ