
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 2568 ว่า มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่จดทะเบียน 87,596 ราย โดยทุนจดทะเบียนสะสม 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 ที่มีทุน 285,745 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ 525,178 ราย ทุนจดทะเบียน 13.69 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 316,894 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,138 ราย ทุนจดทะเบียน 7.11 ล้านล้านบาท
“ยอดจดทะเบียนปี 2568 ที่ลดลงเมื่อเทียบปี 2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคธุรกิจ ต้องเผชิญกับสถานการณ์และแรงกระทบต่างๆ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและสภาพเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สถานการณ์การเมือง หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยภาคธุรกิจควรติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมทั้งนโยบายรัฐบาลที่จะเป็นโอกาสทางธุรกิจได้”
ขณะที่การจดทะเบียนเลิก มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เลิกกิจการ 23,679 ราย ส่งผลให้มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท
ส่วนการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทั้งปี 2568 มีการอนุญาต 1,078 ราย เงินลงทุน รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการอนุญาตตลอดปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 124 ราย หรือ 13% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่อนุญาต 954 ราย และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท หรือ 42% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ 228,106 ล้านบาท
โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 186 ราย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท ตามด้วยสิงคโปร์ 167 ราย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท, จีน 152 ราย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท, สหรัฐอเมริกา 148 ราย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท, ฮ่องกง 113 ราย เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 312 ราย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท
สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ปี 2568 ภายใต้พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ลงทุน 301 ราย มูลค่าการลงทุน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท, สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท