ส่งไม้ต่อ "รัฐบาลใหม่-เอกชน" ร่วมปฏิรูป "เกรียงไกร" เปิดเงื่อนไข "ภาคอุตสาหกรรมไทย" ฝ่าวิกฤติ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ส่งไม้ต่อ "รัฐบาลใหม่-เอกชน" ร่วมปฏิรูป "เกรียงไกร" เปิดเงื่อนไข "ภาคอุตสาหกรรมไทย" ฝ่าวิกฤติ

Date Time: 19 ม.ค. 2569 04:30 น.

Summary

หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงประมาณ 6 เดือนข้างหน้านี้ ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของวันนี้ไปได้ จำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ผนึกกำลังอย่างเป็นเอกภาพ หลอมรวมบทบาทของภาครัฐเข้ากับความคล่องตัวและนวัตกรรมของภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “ONE Thailand”

Latest

ดีเดย์ ไทย-ประเทศคู่ FTA แลกสินค้า GI ขึ้นทะเบียนระหว่างกันได้

ในช่วงที่การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองกำลังเข้มข้น ทุกพรรคการเมืองต่างงัดเอามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นตัวชูโรงมัดใจประชาชนและภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นที่ทำได้ทันทีและได้ผลเร็ว

แต่หากประเทศไทยต้องการเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ถึงเวลาที่จะต้อง “ยกเครื่องประเทศไทย” ด้วยการแก้ “ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย” ที่สะสมมายาวนาน และบั่นทอนให้ขีดความสามารถในการผลิต รวมทั้งการแข่งขันทางการค้าของไทยลดลงต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ล้าหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมของไทย ระบุว่า การยกเครื่องประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ความตั้งใจจริง และต้องการความร่วมมืออย่างเต็มกำลังในทุกภาคส่วน

โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) หนึ่งในผู้ที่พยายามผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นกับ “ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” ว่า หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงประมาณ 6 เดือนข้างหน้านี้ ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของวันนี้ไปได้ จำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ผนึกกำลังอย่างเป็นเอกภาพ หลอมรวมบทบาทของภาครัฐเข้ากับความคล่องตัวและนวัตกรรมของภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “ONE Thailand” เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต

และหากดำเนินการได้จริง นายเกรียงไกร ยืนยันว่า กระบวนการนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแรงกดดันจากความท้าทายระดับโลกให้กลายเป็นแต้มต่อในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน

โดยประธาน ส.อ.ท.ได้ฉายภาพ แนวโน้มเศรษฐกิจและอุตสาห กรรมไทยผ่านความท้าทายเชิงโครงสร้าง รวมทั้งตั้งโจทย์สำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัว รวมทั้งแนวคิด “ONE Thailand”  เพื่อส่งสัญญาณไปถึงภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งทุกพรรคการเมืองที่กำลังสรรหานโยบายเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน


ปี 69 สารพัดปัญหารุม “อุตสาหกรรมไทย”

“ปี 2569 ส.อ.ท. มองว่า เศรษฐกิจไทยต้องรับมือกับความเสี่ยงที่เข้ามาจากรอบทิศทาง ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันรอบด้านและมีความซับซ้อนมากขึ้น เสมือนเรากำลังเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือ “Perfect Storm” จากการซ้อนทับของหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าและการแข่งขันระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน”

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก สาเหตุสำคัญจากการลักลอบนำเข้าสินค้าและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) รวมถึงการไหลบ่าเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยจำนวนมากสูญเสียความสามารถการแข่งขัน ต้องลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พบว่า หลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ในช่วง 70-80% สะท้อนถึงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับสินค้านำเข้า และความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม ซึ่งอาจกระทบการจ้างงาน การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในปี 2569

ท่ามกลางปัจจัยลบเหล่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ทำให้รายได้ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ จากกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังชะลอตัว ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ทั้งมิติด้านราคาและการใช้เทคโนโลยีการผลิต

ภาคการส่งออกไทยปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว โดย กกร. คาดว่า จะหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5% จากแรงกดดันของสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะการเจรจาการค้าไทยกับสหรัฐฯที่ยังไม่มีข้อสรุปรูปธรรม กดดันการส่งออกไทยในปีนี้ รวมทั้งผลของการบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังคงกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าชายแดน 7 จังหวัด ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกชายแดน กว่า 140,000 ล้านบาท

เปิดโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการไทยปรับตัว

 มาถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง นายเกรียงไกร กล่าวว่า ความสามารถการแข่งขันของการส่งออกไทยยังถูกจำกัดจากโครงสร้างสินค้า ซึ่งยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำและสินค้าแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ขณะที่ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไปสู่สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง สินค้านวัตกรรม และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ความนิยมในสินค้าไทยในบางตลาดลดลง เพราะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใหม่ได้ ประกอบกับค่าเงินบาทปี 2569 มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องและมีความผันผวนสูง กระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs

นายเกรียงไกรยังได้ให้ข้อสังเกตถึงอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สะท้อนผ่านความถี่และความรุนแรงของอุทกภัยและภัยแล้งที่เพิ่มขึ้น กระทบโดยตรงต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชนในหลายพื้นที่ ทั้งในมิติของความเสียหายต่อทรัพย์สิน การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนต้นทุนการฟื้นฟูที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ทางการค้าที่เลี่ยงไม่ได้ โดยมาตรการนี้เพิ่มภาระต้นทุนดำเนินธุรกิจ ทั้งการลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดเก็บและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในตลาดโลกเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และหากไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที อาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางการค้าและส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านการลงทุนแล้ว และในปี 2569 ยังมีแนวโน้มการลงทุนขยายตัวในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปอาหาร และพลังงานสะอาด ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไทย แต่ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศระหว่างผู้ลงทุนรายใหญ่กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศและลดพึ่งพาการนำเข้า 

และหากสามารถผลักดันการเชื่อมโยง Supply Chain และถ่ายทอดเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

หนุนรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

“การขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป จำเป็นต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขัน”

โดยในเชิงนโยบายภาครัฐ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Generation Industry) อย่างเป็นระบบ ลดพึ่งพา OEM ไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มสูง โดยใช้มาตรการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถยกระดับบทบาทและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างแท้จริง

ควบคู่กับการใช้กลไกภาครัฐ อาทิ มาตรการภาษี การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailand โดยกำหนดเป็น KPI ให้ได้ 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างอุปสงค์และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ออกมาตรการปกป้องสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาทุ่มตลาด ทั้งบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty) รวมถึงเข้มงวดกำหนดมาตรฐานสินค้าและตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าที่ผ่านด่านศุลกากร เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศ

ขณะที่การผลักดัน BCG Model เพื่อใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรองรับกติกาการค้าโลกใหม่ จะช่วยเพิ่มโอกาสในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนใน 8 สินค้าเป้าหมาย ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เคมีชีวภาพ (Biochemical) ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma) อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods) เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics) เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งสามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ควรเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ควบคู่กับการปรับยุทธศาสตร์การกระจายตลาดส่งออก ลดพึ่งพาตลาดเดิม ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศจากการทุ่มตลาดและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในประเทศ ขณะเดียวกันภาครัฐควรเร่งพัฒนาและขยายฐานผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs ให้เข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการเปิดตลาดใหม่และตลาดศักยภาพ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ

อีกทั้งเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ ท่าเรือ ระบบราง และพลังงาน โดยมุ่งพัฒนาโครงข่ายการขนส่งที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค พื้นที่อุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการค้า การลงทุน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ทั้งนี้ควรยกระดับบริหารจัดการน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ” เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จัดทำฐานข้อมูลน้ำ การพยากรณ์และระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาโครงสร้างป้องกันอุทกภัยในเขตเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม จนถึงการบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ ลดความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

เพิ่มทักษะคน-ล้มทุนเทา-ล้างคอร์รัปชัน

ท้ายที่สุด การพัฒนาอุตสาหกรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากขาดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ ภาครัฐจึงควรเร่งยกระดับ ทักษะแรงงานผ่านการ Upskill- Reskill-New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการปรับระบบการศึกษาและการฝึกอบรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเสริมสร้างกำลังคนด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม

โดยควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา อุตสาหกรรม และภาครัฐ ออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับบทบาทจากแรงงานทักษะพื้นฐานไปสู่แรงงานคุณภาพสูง และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

“เราต้องเร่งเสริมขีดความสามารการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว และต้องเร่งปฏิรูประบบกฎระเบียบและโครงสร้างราชการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากกับดักรายได้ปานกลาง ทลายวงจรคอร์รัปชัน ทุนผูกขาด และทุนสีเทาแบบถอนรากถอนโคน ผ่านการเปลี่ยนระบบราชการให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและขจัดกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง รวมทั้งปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง สร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

ปี 2569 จึงเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ท่ามกลางความเปราะบางจากแรงกดดันรอบด้าน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เพื่อเป้าหมายการเติบโตที่สมดุลแข็งแกร่ง และส่งต่อความมั่งคั่งที่มั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว.


ทีมเศรษฐกิจ

อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ