
รับมือเศรษฐกิจไทยปี 69 ที่เปรียบเสมือนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แบงก์กรุงเทพ เปิด 5 เมกะเทรนด์ ผ่านเวทีสัมมนา ‘AEC Business Forum 2026’ เตรียมความพร้อมธุรกิจไทยสู้กับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการเมืองโลกที่จะเดือดมากขึ้น และยังจะไปเพิ่มพลังสงครามการค้าในปีที่ผ่านมาให้อันตรายมากขึ้นด้วย
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBLกล่าวในการปิดงานสัมมนา ‘AEC Business Forum 2026’ ในข้อหัว ‘New ASEAN: A Paradigm Shift’ ว่า ในปี 2569 โลกยังมีความเสี่ยง ความผันผวน และไม่แน่นอน โดยมีพลวัตที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นทั้งอุปสรรค โอกาส และตัวกำหนดอนาคตอาเซียน รวมทั้งอนาคตของไทยใน 5 ด้าน ซึ่งจะเป็นความท้ายทายและโอกาสของผู้ประกอบการใน 5 ปีข้างหน้าเช่นกัน
ด้านที่ 1.อาเซียนและประเทศไทยจะต้องพบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น จากสงครามในยูเครน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซูเอลา รวมทั้งความขัดแย้งใหม่ของสหรัฐฯ กับมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ซึ่งทำให้ไทยต้องพิจารณาว่าจะหาทางสร้างสมดุลอย่างไร ขณะที่การสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดอาเซียนที่ใหญ่ขึ้น มีประชาชากรกว่า 660 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีีดีพี)รวมกันกว่า 4.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทดแทนการส่งออกที่หายไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ด้านที่ 2.การเปลี่ยนแปลงกระแสการค้าโลก ที่อาเซียนกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบการค้าโลกที่แบ่งหลายขั้ว ด้วยเศรษฐกิจที่จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573 มีกำลังแรงงานมหาศาล และทำเลเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก ทำใหมี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น
3.อาเซียนกำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี จากการลงทุนใหม่หลั่งไหลเข้ามา เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตขั้นสูง โดยแต่ละประเทศในภูมิภาคต่างเดินหน้ากลยุทธ์ด้าน AI ของตนเอง อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญแรงกดดันจากการที่ตลาดและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้สามารถปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้
4.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปีที่ผ่านมาหลายประเทศในอาเซียนประสบอุทกภัยรุนแรง รวมทั้ง การใช้กฎระเบียบและมาตรฐานสากลใหม่ ๆ เช่น CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป ห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนสู่คาร์บอนต่ำ ทุกธุรกิจต้องปรับตัววางแผนระยะยาวเพื่อรับมือและเปลี่ยนผ่านธุรกิจที่มุ่งสู่ Net Zero และด้านที่ 5.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สิงคโปร์และไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยใหม่ เช่น AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาบทบาทอาเซียนในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก
.ทำใจ “เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงยาว 3 ปี”
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ในช่วงโตต่ำ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.5-2% เนื่องจาก การส่งออกที่จะถูกกระทบและมีข้อจำกัดจากการถูกเก็บภาษีตอบโต้ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวไทยปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ทำให้ต้องจับตาการขยายตัวของการท่องเที่ยวในปีนี้ นอกจากนั้นปัญหาหลักของไทยคือ เราพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่าที่กำลังหมดอายุ ไม่่จะเป็นปิโตรเคมี รถยนต์ และอื่นๆ
“ช่วง 2-3 ปีจากนี้ เราจะเห็นอุตสาหกรรมเก่า เห็นบริษัทเก่าที่จะล้มตายหายไปจำนวนมาก เหมือนประเทศไทยเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ในปีนี้อาจจะเหลือแต่ต้นกับกิ่งไม่มีใบ แต่ก็ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่เราจะเริ่มต้นอุตสาหกรรมอนาคต ที่เป็นเป้าหมาย 5 ด้าน เช่น BCG เครื่องใช้ไฟฟ้าขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง เอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ สุขภาพและการแพทย์ขั้นสูงฯลฯ ซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยซึ่งช่วงนี้เราจะต้องไม่ท้อกับเศรษฐกิจไทย ธุรกิจจะต้องพยายามปรับตัวรับเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนไป และหากทำได้หลังจาก 3 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ 3-4% ดังนั้นไม่อยากให้ถอดใจแต่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันเวลา”
.เตรียมรับสงครามจริงซ้ำเติมภาษีการค้า
นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้มีการคาดการณ์ว่าศาลสูงสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ม.ค.(ตามเวลาสหรัฐฯ)จะยับยั้งการเก็บภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เท่าที่รู้มา ทรัมป์ได้เตรียม แผนบี แผนซี เตรียมกฎหมายและคำสั่งใหม่ๆ ที่จะเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศทั่วโลกต่อไป ยกตัวอย่าง ภาษีที่จะเก็บกับคู่ค้าของอิหร่าน รวมถึงภาษีสินค้าเฉพาะที่จะเก็บเพิ่มเติมด้วย ดังนั้น ประเทศไทยและการค้าโลกยังต้องได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อไป ซึ่งกรณีการเก็บภาษีกับคู่ค้าของอิหร่าน ซึ่งจีนและอินเดียจะถูกกระทบหนัก เพราะซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เป็นต้น
ขณะที่การส่งออกของไทยยังต้องจับตาการแข็งค่าของเงินบาทในระยะต่อไป เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าหลังนนายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ พ้นตำแหน่งใน 4-5 เดือนจากนี้ ทรัมป์จะตั้งคนที่ทำตามคำสั่งมาแทน ทำให้ค่าเงินดอลลารฯอ่อนค่าลงอีก ค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง และกระทบต่อการส่งออกเพิ่มขึ้น
“หากปีที่ผ่านมา เป็นปีของสงครามการค้า ในปีนี้จะเป็นปีของแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมือสหรัฐฯ เดินหน้าจากเวเนซูเอล่า ไปอิหร่าน กรีนแลนด์ และล่าสุดโคลอมเบีย ย่อมมีประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างขั้วมหาอำนาจ และเราจะเห็นสงครามในพื้นที่จริงมากขึ้น ซึ่งความผันผวนที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ กระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมทั้งกระทบถึงเศรษฐกิจไทยในต่ำกว่าที่คาดได้ และที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ต่อจากประเทศต่างๆข้างต้น สหรัฐฯ อาจจะให้ความสนใจมาที่อาเซียน ในที่สุดไทยจะถูกบีบให้เลือกข้าง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่ง และภาครัฐจะต้องเตรียมรับมือว่า เราจะทำอย่างไรให้คงความเป็นกลางไว้ได้”
.แนะรัฐบาลใช้ยากระตุ้นสูตร 30:30:40
เมื่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเช่นนี้ ในความคิดเห็นของผมการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีความสำคัญมาก ซึ่งสิ่งที่กังวลกันในขณะนี้คือ จะต้องใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาล และส่งผลให้งบประมาณจะล่าช้า ทั้งในปีนี้ืและปีหน้า ทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลในปีนี้ลดลง หรือ ทำได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ นโยบายการเงินก็ใช้ไปจำนวนหนึ่งและเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นแล้ว การลดดอกเบี้ยลงไปอีก อาจจะเริ่มมีผลกระทบต่อผู้ฝากเงินมากกกว่าผู้กู้ ทำให้การใช้นโยบายการเงินมีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะต้องใช้เงินที่มีอยู่ในตรงจุด ใช้เงินได้แต่ได้ประโยชน์มาก
“ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ดอกเบี้ยต่ำไม่พอ แต่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมของเราตกยุค ดังนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่กันเงินส่วนหนึ่งไว้ สำหรับเพิ่มความสามารถในการดึงดูดอุตสาหกรรม เงินทุน เทคโนโลยีใหม่ เพราะในฐานะไม่กี่ประเทศที่ยังเป็นกลางทางการเมืองโลก เราจะดึงดูดการลงทุนได้ แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ เช่น บีโอไอ ก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง เพื่อให้คนยังอยู่ได้ไม่ลำบากนักก็ต้องทำ แต่ให้ใช้เงินสัก 30% ของทั้งหมดไม่อยากให้ทุ่มทั้งหมด 90% ส่วนอีก 30% อยากให้กันไว้สำหรับมาตรการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต่ที่จะขับเคลื่อนประเทศระยะยาว ส่วนที่เหลืออีก 30% เอาไว้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพราะหากมีการรบกัน ราคานำมันพุ่งแรง หรือมีสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกชะงัก เศรษฐกิจอาจแย่กว่าที่คิดได้”
ท้ายที่สุด ในฐานะที่ธนาคารกรุงเทพ เป็นสถาบันการเงินชั้นนำของภูมิภาค นายชาติศิริ กล่าวว่า พร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปยังเศรษฐกิจใหม่ หรือหากในประเทศไม่โต ก็ออกไปค้าขายในอาเซียน และต่างประเทศที่ยังเติบโตได้ ด้วยเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุม 9 จาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน