
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ในรอบกว่า 5 ปี ว่า ไม่ได้เกิดจากแรงผลักทางการเมืองระยะสั้น แต่เป็นผลจากการประเมินสถานการณ์ประเทศในเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และระบบอำนาจที่กำลังบิดเบี้ยว ปัญหาหลายอย่างของประเทศยังคงอยู่ในที่เดิม ทั้งโครงสร้างรัฐ ระบบกฎหมาย และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
ในมุมของนักลงทุน คือคำว่า “Valuation” หรือมูลค่าของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้อยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว และจากมุมมองการลงทุน นี่คือจุดที่ความเสี่ยงขาลงจำกัด ขณะที่โอกาสในการฟื้นตัวมีอยู่ หากมีการจัดวางบทบาทใหม่อย่างถูกจังหวะ พรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นพรรคใหญ่ในทันที แต่ต้องยกระดับตัวเองเป็น “พรรคตัวแปร” ที่มีความหมายต่อการจัดตั้งรัฐบาล และการกำหนดทิศทางประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองไทย เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการต่อรองเชิงอำนาจ เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 มีความชัดเจนในหลักคิดและการรักษาคำพูด ที่เป็นคุณสมบัติที่ประชาชนและภาคธุรกิจให้คุณค่ามากขึ้น
นักการเมืองคือ“ตอ”ที่คุ้มครองทุนเทา
หนึ่งในเส้นแบ่งสำคัญที่นายกรณ์ย้ำอย่างชัดเจน คือเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการจัดการ “ทุนเทา” ซึ่งมองว่าไม่ใช่เพียงปัญหาอาชญากรรม แต่เป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่บิดเบือนการแข่งขัน ประเมินว่าความเสียหายจากขบวนการสแกมเมอร์และกิจกรรมสีเทามีมูลค่าราว 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) หรือคิดเป็นเงินเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี เงินจำนวนนี้ไหลออกนอกประเทศ บิดเบือนกลไกเศรษฐกิจและค่าเงินบาท และกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ธุรกิจสุจริตเสียเปรียบ และทำให้นักลงทุนคุณภาพลังเลที่จะเข้ามาในประเทศที่กติกาไม่เป็นธรรม
นายกรณ์ชี้ว่า ปัญหาทุนเทาไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ดำรงอยู่ได้เพราะมีนักการเมืองบางกลุ่ม ทำหน้าที่เป็น “ตอ” รับเงินผิดกฎหมายในลักษณะ “ซื้อการคุ้มครอง” จากอดีตที่เป็นการกินเปอร์เซ็นต์งบประมาณของรัฐ มาสู่เงินผิดกฎหมายรูปแบบใหม่ที่ “ไม่มีต้นทุน และไม่มีเพดาน” เงินลักษณะนี้สามารถไหลเข้าสู่ระบบการเมืองได้ง่ายและแรงกว่าเดิม และบิดเบือนกลไกการแข่งขัน ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การจัดการทุนเทาต้องเป็นเงื่อนไขสำคัญของการร่วมรัฐบาล
แก๊งสแกมเมอร์ติดต่อขอ-เสนอ-ขู่
“ผมเคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ทั้งในลักษณะการขอร้อง การเสนอผลประโยชน์ และการข่มขู่ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง และต้องไม่มีตอคอยขวางอยู่เบื้องหลัง มิฉะนั้น ต่อให้มีมาตรการทางกฎหมาย หรือเทคโนโลยีที่ดีเพียงใด ก็ไม่สามารถจัดการกับรากของปัญหาได้”
สำหรับข้อเสนอแนวทางจัดการปัญหาทุนเทา และขบวนการสแกมเมอร์แบบ “360 องศา” ต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง แทนการออกกฎหมายใหม่ หรือเพิ่มโทษทางอาญา พร้อมชี้ว่ากฎหมายสำคัญอย่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสกัดธุรกรรมผิดปกติได้ตั้งแต่ต้นทาง หากบูรณาการการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจจับความเสี่ยง โดยมองว่าการตัดวงจรการเงินตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ปัญหาปลายเหตุ ผ่านบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว
นโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งแก้โครงสร้าง
ในมิติเศรษฐกิจมหภาค ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน แต่ขาดโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจที่โตต่ำเรื้อรัง สะท้อนความยากจนหลายมิติ ทั้งรายได้ ทักษะ ความคิด และโอกาส พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าหมายผลักดันให้จีดีพีกลับมาเติบโตที่ระดับ 5% ต่อปี ภายใน 4 ปี ผ่านการบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งแก้โครงสร้าง ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้น
แนวทางสำคัญประกอบด้วย การปฏิรูประบบราชการผ่านกฎหมาย “Super Act” เพื่อทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ การผลักดันรัฐบาลดิจิทัลตามโมเดลประเทศเอสโตเนีย การติดต่อภาครัฐทั้งหมดอยู่ในมือถือ และการปรับบทบาทรัฐให้เป็น “Enabler” ที่สนับสนุนการลงทุน การสร้างทักษะแรงงาน และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวชุดนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก รวม 27 นโยบาย มุ่งปลดล็อกความยากจนและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง อาทิ อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียมและอาหารสัตว์เลี้ยง ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อรองรับทิศทางการลงทุนของโลก
ขณะเดียวกันยังเสนอการปฏิรูปโครงสร้างระบบไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 3.50 บาทต่อหน่วย พร้อมเดินหน้าปฏิรูปภาษี ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน และเสนอการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับรายได้เดือนละ 40,000 บาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แรงงานและชนชั้นกลาง โดยทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว