“เขาแจก แต่เราจ่าย”เมื่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 69 อาจมัดมือชก คนชั้นกลาง ให้แบกภาษีแทน“ประชานิยม”

Economics

Thai Economics

Tag

“เขาแจก แต่เราจ่าย”เมื่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 69 อาจมัดมือชก คนชั้นกลาง ให้แบกภาษีแทน“ประชานิยม”

Date Time: 7 ม.ค. 2569 16:57 น.

Video

Jack Ma กลับมา จะพา Alibaba สร้างอำนาจใหม่ให้วงการเทคจีนได้ยังไง ? | Digital Frontiers EP.50

Summary

เมื่อพรรคการเมืองแจก "สเตียรอยด์" ในคราบประชานิยม แต่บิลค่าใช้จ่ายกลับตกที่คนชั้นกลาง... เจาะลึกเบื้องหลังนโยบายเลือกตั้ง 2569 ที่อาจแลกมาด้วยภาษีและวินัยการคลังที่พังทลาย

Latest


เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งครั้งสำคัญ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่พรรคต่างๆ ยังเสริฟ “เมนูประชานิยม” มาซื้อใจคนไทยชุดใหม่ ทั้งการล้างหนี้วัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกร ไปจนถึงการยกเลิกเครดิตบูโร 

แต่ในขณะที่พรรคการเมืองกำลังแย่งกัน “ให้” คำถามที่คนทำงานและคนชั้นกลางต้องตั้งร่วมกันคือ “เราจะเอาเงินมาจากไหน?” และ “ใครจะเป็นคนจ่ายบิลใบนี้?”  เพราะข้อมูลจากเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย... ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” โดย TDRI หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สะท้อนว่า ฐานะการคลังของไทยกำลังเดินหน้าเข้าใกล้วิกฤติ


ย้อนรอยต้นทุนความฝัน บทเรียนจากปี 2566 สู่ปี 2569

หากย้อนดูข้อมูลที่ TDRI เคยวิเคราะห์ต้นทุนนโยบายของ 3 พรรคใหญ่ในการเลือกตั้งปี 2566 จะพบตัวเลขที่น่าตกใจ 

  • พรรคภูมิใจไทย: วงเงินรวม 1.86 ล้านล้านบาท (เน้น Landbridge และสวัสดิการ)
  • พรรคเพื่อไทย: วงเงินรวม 1.77 ล้านล้านบาท (เน้น Digital Wallet และจัดการน้ำ)
  • พรรคก้าวไกล: วงเงินรวม 1.28 ล้านล้านบาท (เน้นสวัสดิการถ้วนหน้า)

ตัวเลขเหล่านี้สูงลิบ และในปี 2569 นี้ TDRI กำลังรอวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ที่แต่ละพรรคต้องยื่นต่อ กกต. ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะ "เกทับ" กันหนักกว่าเดิม ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะ 65% และหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สถาบันจัดอันดับเครดิตโลกเริ่มจับตามองไทยด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ


เสียงเตือนจาก “ตัวจริง” ภาคเศรษฐกิจ เมื่อประชานิยมกลายเป็น สารเสพติด

มุมมองจาก 3 เสาหลักภาคเอกชน (กกร.) สะท้อนชัดว่านโยบาย “แจก” ที่ฟังดูหรูหรา กลับกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ภาคธุรกิจและคนทำงานต้องจ่ายทันที

อย่าง “ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทย ย้ำว่าภาคธุรกิจไม่คัดค้านการอัดฉีดเงิน แต่ห่วงว่าเงินเหล่านั้นจะ “หายไป” โดยไม่สร้างวงจรเศรษฐกิจ 


“เราอยากได้ประชานิยมที่สร้างงาน สร้างรายได้ ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายแล้วจบไป ตอนนี้เราคิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดวิธีหาเงิน”

ขณะ “เกรียงไกร เธียรนุกุล”ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตือนเรื่องการหาเสียงด้วยนโยบายที่ “พูดเอาสนุก” เช่นการขึ้นค่าแรงแบบกะทันหัน ซึ่งคนที่จ่ายจริงคือภาคธุรกิจ 

“การแจกเงินต้องมีศิลปะ แจกแล้วเป็นโทษระยะยาวต้องไม่เกิดขึ้น เราต้องนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ประชานิยมตัวล่อที่ทำลายความสามารถในการแข่งขัน”


ด้าน “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้มุมมองที่เฉียบคมว่านโยบายแจกเงินอาจทำหน้าที่คล้าย “สารเสพติด หรือ สเตียรอยด์” ที่เป็นภัยต่อกลุ่มเปราะบาง 

“มันไม่ช่วยให้เขาออกจากหลุมดำทางการเงินได้จริง ถ้าไม่ได้นำไปสู่การปรับพฤติกรรมการเงิน และสุดท้ายภาระหนี้เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายระบบธนาคารและเครดิตของประเทศ”


ความจริงที่เจ็บปวด “เงินทอนพุ่ง” ทักษะร่วง ภาระตกที่คนชั้นกลาง

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจาก TDRI คือปัญหาการคอร์รัปชัน โดยระบุว่า ทุกโครงการลงทุนรัฐมักมี “เงินทอน” สูงถึง 20-30% เกิดขึ้นพร้อมกับกรณีสแกมเมอร์กว่า 320,000 กรณี ที่สร้างความเสียหายมหาศาล หลายหมื่นล้านบาท แต่ตามคืนได้เพียง 1%

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเสียโอกาสในตลาดโลก เพราะทักษะแรงงานไทยต่ำลงจนไม่เป็นตัวเลือกของนักลงทุน (หลักสูตรการศึกษาไทยไม่ได้ปรับปรุงมา 18 ปี ตั้งแต่ iPhone รุ่นแรกเปิดตัว) 

ในขณะที่คนชั้นกลางที่อยู่ในระบบภาษีกลับมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะต้อง “แบกภาษีเพิ่ม” ในอนาคต (เช่น การเพิ่ม VAT) เพื่อมาชดเชยรายจ่ายที่รัฐนำไปแจกโดยไม่สร้างรายได้

ศ.ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ว่า ท้ายที่สุดคนชั้นกลาง อาจกลายเป็นผู้แบกรับภาระที่หนีไม่ได้ เมื่อรัฐขาดดุลต่อเนื่อง 4-5% และรายได้จากภาษีเริ่มหดตัว

  • ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ปัจจุบันรัฐต้องเจียดเงินภาษีถึง 11% ของรายได้ไปจ่ายแค่ "ดอกเบี้ย" ซึ่งกระทบต่ออันดับเครดิตประเทศ
  • บิลค่าใช้จ่ายในอนาคต: เมื่อเงินในคลังร่อยหรอ แต่ต้องจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และอุ้มนโยบายประชานิยมที่ไม่ได้สร้างรายได้ สุดท้ายรัฐอาจต้องรีดภาษีเพิ่ม
  • กองทุนประกันสังคม: มีการคาดการณ์ว่าหากไม่รีบปฏิรูป เงินบำนาญชราภาพอาจ "ล่มละลาย" ภายใน 20 ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนวัยทำงานในปัจจุบัน


6 วาระเร่งด่วน ทางออกที่รัฐบาลใหม่ “ต้องทำ” ไม่ใช่แค่ “อยากทำ”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอว่าเพื่อกู้คืนเสน่ห์ของประเทศไทย รัฐบาลปี 2569 ต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ดังนี้ 

  1. ปราบคอร์รัปชันจริงจัง: ใช้ “ข้อตกลงคุณธรรม” ในโครงการรัฐ ลดเงินทอน 20-30% และคุมเข้มคริปโต/แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ปล่อยให้สแกมเมอร์ระบาด
  2. แก้ปากท้องที่ต้นตอ: ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาตามสมรรถนะ (Education 18 ปีต้องจบ) และลดใบอนุญาตทำธุรกิจที่ไม่จำเป็นลง 70%
  3. รับมือโลกรวน: เร่งกฎหมายอากาศสะอาดและแผน PDP ใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการพลังงานสะอาด 100%
  4. สู้ศึกการค้าโลก: เร่งสรุป FTA กับยุโรป และใช้มาตรฐานสินค้าขั้นสูงเพื่อกันสินค้าจีนคุณภาพต่ำไหลทะลัก
  5. ผ่าตัดสวัสดิการสูงวัย: ปรับอายุรับบำนาญเป็น 60 ปี และปรับปรุงระบบประกันสังคมก่อนจะล่มละลายใน 20 ปีข้างหน้า
  6. รักษาวินัยการคลัง: เลิกใช้งบ “ล้างท่อ” และยึดกรอบการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยกู้ยืมของทุกคนแพงขึ้น

ทั้งนี้ หากจะสรุปได้ว่า การแจกเงินวันนี้ คือภาระของเราในวันพรุ่งนี้ นโยบาย “ล้างหนี้” หรือ “ยกเลิกเครดิตบูโร” อาจฟังดูดี แต่หากแลกมาด้วยความล่มละลายทางการคลัง คนที่ต้องจ่ายบิลคนสุดท้ายก็คือ “คนชั้นกลาง” ที่หนีระบบภาษีไม่ได้ แล้วเรายังจะเลือกอยู่ไหม ? 

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์