"อยู่ยังไง" เมื่อมีรายได้ 15,000 ต่อเดือน เปิดคาถาคนไทยหลากหลายอาชีพ "พอเพียง คือคำตอบ"

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

"อยู่ยังไง" เมื่อมีรายได้ 15,000 ต่อเดือน เปิดคาถาคนไทยหลากหลายอาชีพ "พอเพียง คือคำตอบ"

Date Time: 6 ม.ค. 2569 05:01 น.

Summary

ถอดบทเรียนจากเสียงสะท้อนของประชาชน 8 สาขาอาชีพ สะท้อนภาพชีวิตจริงของ “คนทำงานรายได้น้อยถึงปานกลาง” ที่ต้องบริหารเงินอย่างรอบคอบ ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของชีวิต

Latest

“เขาแจก แต่เราจ่าย”เมื่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 69 อาจมัดมือชก คนชั้นกลาง ให้แบกภาษีแทน“ประชานิยม”

ในยุคที่ค่าครองชีพขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าที่อยู่อาศัย ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ของแรงงานจำนวนมาก

คำถามสำคัญที่สังคมไทยยังคงตั้งอยู่เสมอ คือ “คนที่มีรายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ใช้ชีวิตกันอย่างไรให้รอดไปได้ในแต่ละเดือน”

รายงานพิเศษชิ้นนี้เป็นการถอดบทเรียนจากเสียงสะท้อนของประชาชน 8 สาขาอาชีพ ทั้งแรงงานรับจ้าง พนักงานบริการ เกษตรกร อาชีพอิสระ ไปจนถึงข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

เพื่อสะท้อนภาพชีวิตจริงของ “คนทำงานรายได้น้อยถึงปานกลาง” ที่ต้องบริหารเงินอย่างรอบคอบ ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของชีวิต

รายได้เหมาจ่ายที่ไม่ถึง 15,000 บาท

สมพร ยศไกร–อาชีพแม่บ้าน

สมพรเป็นแม่บ้านประจำบริษัทเอกชน มีรายได้จากการจ้างแบบเหมาจ่าย ซึ่งรวมแล้วไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ชีวิตของเธอจึงต้องดำเนินไปแบบ “วันต่อวัน” อย่างระมัดระวัง

รายจ่ายหลักของสมพรคือค่าเช่าห้องพักเดือนละ 3,000 บาท ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์สำหรับเดินทางไปทำงานสัปดาห์ละประมาณ 150 บาท ค่าอาหารในแต่ละวันซึ่งเธอเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปแทนการทำเอง เพราะต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ เงินเดือนของสมพรยังถูกหักเงินประกันสังคมเดือนละ 200-250 บาท ซึ่งยิ่งทำให้รายได้สุทธิลดลง

เธอสะท้อนความหวังว่า รัฐบาลควรพิจารณาลดอัตราการหักเงินประกันสังคมสำหรับแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท รวมถึงเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากปัจจุบัน 600 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยพยุงชีวิตในระยะยาว

เด็กต่างจังหวัดในร้านสะดวกซื้อ

อารีรัตน์ ขุนพรม–พนักงาน ร้านสะดวกซื้อ

อารีรัตน์เป็นนักศึกษาจากต่างจังหวัดที่เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ พร้อมกับทำงานพาร์ตไทม์ในร้านสะดวกซื้อ รายได้ต่อเดือนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำเพียงเล็กน้อย หากขยันทำงานล่วงเวลาก็จะมีรายได้เพิ่ม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นอยู่ได้อย่างสบาย “ต้องอดทนเพราะอยากเรียนจบปริญญาตรี”

กลยุทธ์สำคัญในการอยู่รอดของเธอ คือการเลือกเช่าหอพักใกล้มหาวิทยาลัยและที่ทำงาน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง สามารถเดินไปทำงานได้ อาหารส่วนใหญ่ได้อาศัยข้าวสารจากที่ร้าน และทำกับข้าวกินร่วมกับเพื่อนร่วมงาน กินวันละ 1-2 มื้อ ตามกำลังรายได้

อารีรัตน์ใช้ชีวิตแบบหารค่าใช้จ่ายกับเพื่อน ทั้งค่าห้อง ของใช้ส่วนตัว และอาหาร เลือกใช้โทรศัพท์ระบบเติมเงิน ใช้ไวไฟฟรี และสื่อสารผ่าน LINE เป็นหลัก แม้รายได้จำกัด เธอยังพยายามเก็บเงินฝากประจำเดือนละ 1,000 บาท และส่งเงินกลับไปช่วยครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ

ความหวังของเธอคือ “อยากให้เศรษฐกิจดีกว่านี้ ของกินของใช้ถูกลงบ้าง จะได้ช่วยให้คนตัวเล็กๆอย่างเราๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้”

เกษตรกรวัย 54 กับชีวิตพอเพียง

ดาวเรือง เต๋จะกาศ–เกษตรกร จ.ลำพูน

ดาวเรืองเป็นเกษตรกรทำสวนลำไยและรับจ้างรายวัน รายได้ไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับฤดูกาล ช่วงเก็บลำไยอาจมีรายได้วันละ 1,000–2,000 บาท แต่เมื่อหมดฤดูกาลก็แทบไม่มีรายได้ เธอเลือกใช้ชีวิตแบบพอเพียง “มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น” และพยายามไม่สร้างหนี้เพิ่ม

ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นถูกตัดออกทั้งหมด เสื้อผ้าใหม่จะซื้อเพียงปีละครั้งในช่วงสงกรานต์ การท่องเที่ยวแทบไม่มี นอกจากโอกาสที่หน่วยงานรัฐพาไปศึกษาดูงาน รายได้จากลำไยถูกนำไปเป็นทุนทำนา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อกินเองและขายส่วนเกิน

เธอเล่าว่า การใช้ชีวิตทุกวันนี้ ลำบากกว่าหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีรายได้ลดลง แต่ต้องอยู่ให้ได้ อยู่แบบพอเพียง มีเงินเท่าใดใช้เงินเท่านั้น มีเหลือก็ต้องเก็บไว้ใช้จ่ายฉุกเฉิน แต่เหลือเก็บไม่มาก แต่ต้องบริหารเงินที่อยู่ เพราะไม่อยากเป็นหนี้แล้ว ด้วยอายุเยอะแล้ว ต้องอยู่แบบพอกินพอใช้กันไป ไม่ฟุ่มเฟือย เช่น ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ยกเว้นช่วงสงกรานต์จะซื้อเสื้อผ้าใหม่กันทั้งบ้านแบบปีละครั้ง โดยเงินที่นำซื้อก็เก็บหอมรอมริบไว้ และเสื้อผ้าที่ซื้อก็ไม่แพงอะไร แค่ขอให้เป็นเสื้อผ้าใหม่ ถือฤกษ์ปีใหม่ไทย

ส่วนเรื่องไปเที่ยวไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ นอกจากหน่วยรัฐ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะมาชวนไปศึกษาดูงาน ก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเล แต่ก็ไม่บ่อยครั้ง เพราะต้องหมุนเวียนกันหลายหมู่บ้าน

แม้จะต้องดูแลลูกที่เรียนมหาวิทยาลัย หลานอีก 2 คน และค่าใช้จ่ายพื้นฐานอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ อินเตอร์เน็ต ดาวเรืองยังยืนยันว่าการใช้ชีวิตแบบพอประมาณคือหนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว

คนขับตุ๊กตุ๊ก กับรายได้ที่ไม่แน่นอน

กำพล ศักดิ์เทวิน–ขับสามล้อรับจ้าง

กำพลเล่าว่า รายได้จากการขับตุ๊กตุ๊กลดลงอย่างมากในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลง ลูกค้าน้อยลง บางวันแทบไม่มีเงินเหลือกลับบ้าน เขาต้องทำงานวันละเกือบ 16–18 ชั่วโมง ตั้งแต่ตี 4 จนถึงดึก เพื่อให้มีรายได้พอประคองชีวิต

“ช่วง 1-2 ปีมานี้ รายได้ลดลงมาก บางวันมีเงินเหลือกลับบ้าน บางวันไม่เหลือเลย ขณะที่บางวันติดลบ ก็ต้องพยายามเพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น ขยันมากขึ้น ปกติเริ่มออกขับรถรับแม่ค้าประจำในตลาดตั้งแต่ตี 4 และวิ่งถึงประมาณ 10 โมงเช้า พอไม่มีลูกค้าก็กลับเข้ามาพักกินข้าว ออกอีกทีบ่ายโมงวิ่งยาวถึง 2-3 ทุ่ม บางวันได้เงินน้อยก็พยายามวิ่งหาลูกค้าเพิ่มไปถึง 4-5 ทุ่ม หรือถ้าโชคดีได้ลูกค้าเหมาก็อาจยาวไปถึงตี 1-2 ส่วนเสาร์อาทิตย์เน้นวิ่งหาผู้โดยสารแถวสวนจตุจักร เมื่อก่อนจะได้เงินดี แต่ตอนนี้นักท่องเที่ยวลดลงก็ทำให้ลูกค้าลดลง หาเงินได้น้อยมาก มีรายได้เสริมบ้างจากการรับซ่อมรถในอู่ตุ๊กตุ๊ก แต่ก็ได้ไม่มาก นานๆที”

เมื่อรายได้ลด ค่าใช้จ่ายก็ต้องลดตาม อาหารเน้นราคาถูก ทำกินเอง หรือซื้อร้านข้าวแกงที่คนขับรถสาธารณะรู้จักกันดี ชีวิตไม่มีความฟุ่มเฟือย เงินเก็บแทบไม่มี และต้องลดเงินที่ส่งกลับไปให้ครอบครัวต่างจังหวัด

กำพลหวังเพียงว่า เศรษฐกิจในอนาคตจะดีขึ้น เพื่อให้คนทำงานบริการอย่างเขามีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากกว่านี้

ข้าราชการครูกับการจัดสรรเงินอย่างมีวินัย

ศิริพัชรา คะเชนทร์เชื้อ (ครูเอิง)-ครูภาษาไทย

ครูเอิงเล่าว่า ปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านสระทอง จังหวัดสุรินทร์ ตอนบรรจุเป็นข้าราชการใหม่ๆ เงินเดือนเริ่มต้นเพียง 15,800 บาท เธอมองว่าแม้จะไม่มาก แต่สามารถอยู่ได้หากมีการวางแผนที่ดี โดยแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายจำเป็นประมาณ 7,500 บาท เงินออม 3,500–4,000 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีก 3,500–4,000 บาท

โดยส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าน้ำมัน รถ, ค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งในส่วนนี้ต่อเดือนรวมกันประมาณ 7,500 บาท

อีกส่วนจะแบ่งเป็นเงินเก็บออม ซึ่งส่วนนี้จะสำรองฉุกเฉิน และเก็บแบบเป้าหมายระยะยาวประมาณ 3,500-4,000 บาท และอีกส่วนจะแบ่งเป็นใช้จ่ายส่วนตัวตามความต้องการ ที่สนองความสุข สันทนาการตัวเอง ซึ่งส่วนนี้จะแบ่งไว้ประมาณ 3,500-4,000 บาท

การแบ่งเงินเป็นสัดส่วนช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ทำให้มีเงินออมและไม่เป็นหนี้ แม้จะทำงานในพื้นที่เสี่ยงชายแดนและต้องปรับการสอนตามสถานการณ์ เธอยังคงเชื่อว่าความมั่นคงทางการเงินและการศึกษาคือรากฐานสำคัญของชีวิต

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับค่าครองชีพที่กดดัน

สุพิชชา ชาวกงจักร–พนักงาน ทอท.

สุพิชชาได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 17,010 บาท แม้จะสูงกว่า 15,000 บาทเล็กน้อย แต่ก็แทบไม่พอกับค่าครองชีพ เธอมองว่าถึงแม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน แต่หากมองระยะยาวรัฐวิสาหกิจถือเป็นอาชีพที่มั่นคง และยังมีสวัสดิการไม่แตกต่างกับรับราชการ

เมื่อเข้ามาทำงานยอมรับว่าต้องพยายามจัดสรรเงินเดือนกับค่าใช้จ่ายให้สมดุล ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามกันเงินไว้ให้มีเงินสำรองในแต่ละเดือนไว้ด้วย

โดยเธอมีหลักการบริหารจัดการเงินที่ได้รับแต่ละเดือน ด้วยการแบ่งสัดส่วนเมื่อเงินเดือนออกเป็นค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง รวมถึงจิปาถะที่จำเป็นต้องใช้จริง จ่ายจริงแต่ละเดือนไว้ 70% และอีก 10% จะแบ่งออมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอีก 10% ออมเป็นเงินสดสะสมไว้ทุกเดือนเพื่อสำรอง ซึ่งยอมรับว่าแม้ว่าจะแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายไว้ แต่บางเดือนก็ไม่พอ เมื่อรวมๆแล้วค่าใช้จ่ายก็พอดีเงินเดือน ส่วนเงินออมนี้ยอมรับว่ายังออมน้อยอยู่ แต่ตั้งใจไว้ว่าจะพยายามจัดสรรให้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

“ทุกวันนี้ค่ากิน ค่าอยู่ แพงมาก ขนาดชีวิตประจำวันจะไม่ค่อยได้กินอะไรที่ฟุ่มเฟือย ยังไม่ค่อยจะพอ ช่วงแรกๆจึงพยายามมากที่สุดที่จะใช้เงินที่ได้รับให้พอในแต่ละเดือน นี่ขนาดอยู่ใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องนั่งรถไฟฟ้ามาทำงานยังแทบไม่พอ ถ้ามีค่ารถไฟฟ้า ค่าเดินทางอีก คิดได้เลยว่า อยู่ลำบากแน่” เธอยอมรับว่าการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ด้วยรายได้ระดับนี้เป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก

ศิลปินอิสระกับการใช้ชีวิตไม่ติดหรู

วีระยุทธ เลิศสุดวิชัย–อาชีพอิสระ

 วีระยุทธเล่าว่า “ผมเป็นศิลปินอิสระ หมายถึง ทำงานศิลปะขาย และวาดภาพประกอบนิทานสำหรับเด็ก ตอนนี้การพิมพ์หนังสือนิทานลดลง งานผมก็ลดลงด้วย เช่นเดียวกับการขายงานศิลปะที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะคนซื้อน้อยลง ทำให้รายได้ลดตาม”

“แต่ยังโชคดีที่ภาระต่างๆลดลงด้วย เพราะผ่อนบ้านหมดแล้ว รถยนต์ก็ไม่ต้องผ่อน และค่าใช้จ่ายของลูกก็ลดลง เพราะเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ ค่าเทอมไม่แพงมาก”

“คนที่มีรายได้ 15,000 บาท/เดือน หรือมีอาชีพอิสระ ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และค่าครองชีพสูงมากเหมือนตอนนี้ ไม่ง่ายเลยในการใช้ชีวิต เพราะถ้าไม่มีบ้านเอง ก็ต้องมีค่าเช่าบ้าน รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ที่แพงกว่าปกติ ค่าเดินทางที่แพงมาก ค่าอาหาร รวมถึงค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ตที่ขาดไม่ได้ และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆอีก แต่ถ้ามีบ้านเอง ไม่ได้ซื้อบ้าน หรือรถยนต์ใหม่ ที่จะต้องผ่อนทุกเดือน คิดว่าน่าจะยังพอใช้ชีวิตอยู่ได้ ถ้าประหยัด ไม่ติดหรู”

 “สำหรับผม แม้รายได้ลดลงก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ เพราะกินอยู่อย่างประหยัด ซึ่งทำมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เวลาไปไหน จะนั่งรถเมล์ กินอาหารแบบธรรมดา ไม่พิเศษ หรือทำอาหารกินเอง ทำครั้งเดียวกินได้เกือบอาทิตย์ โทรศัพท์มือถือก็เลือกราคาไม่แพง ไม่ซื้อบ่อย และเลือกแพ็กเกจไม่แพงมาก แล้วก็หารายได้เพิ่ม เช่น ขายของออนไลน์ หรือทำของที่ระลึกฝากขายที่ร้านของเพื่อน”

วีระยุทธย้ำว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการออมเงินเดือน เดือนละเล็กละน้อย และการมีประกันสังคมเพื่อเป็นหลักประกันในยามเจ็บป่วย พร้อมให้กำลังใจผู้มีรายได้น้อยว่า “การตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นคือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

แรงงานรับจ้างกับการดิ้นรนเพื่อครอบครัว

พิศวาส แสงสว่าง–รับจ้างทั่วไป

พิศวาสต้องดูแลครอบครัว รายได้หลักไม่แน่นอน เธอจึงหารายได้เสริมจากการขายกาแฟ แซนด์วิช และรับจ้างงานบ้าน พร้อมทั้งจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด แยกเงินจำเป็น เงินส่งครอบครัว และเงินออมออกจากกันก่อนใช้จ่าย

“นอกจากนี้ยังพยายามประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยหุงข้าวหรือทำกับข้าวกินเองกับสามี หรือซื้อกับข้าวร้านที่ขายราคาถูกให้คนงานถุงละ 20-30 บาท นานๆจึงซื้ออาหารที่อยากทานแต่ราคาอาจจะแพงขึ้น”

เธอย้ำว่าการวางแผนอย่างรัดกุมทำให้เธอสามารถประคองชีวิตครอบครัวได้ แม้รายได้จะจำกัดก็ตาม

“ที่สำคัญต้องจดและแยกค่าใช้จ่ายรายรับ-รายได้ พยายามกันเงินที่เป็นรายจ่ายจำเป็นที่ต้องจ่าย นอกจากนี้ยังต้องกันเงินเก็บหรือเงินออมออกมาก่อน เงินที่เหลือจึงนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายแต่ละเดือน ทำให้สามารถอยู่ได้ และพอมีเงิน”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ