เสียงสะท้อนความสูญเสียจากพื้นที่จริง ผลกระทบเศรษฐกิจ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เสียงสะท้อนความสูญเสียจากพื้นที่จริง ผลกระทบเศรษฐกิจ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

Date Time: 4 ส.ค. 2568 04:23 น.

Summary

หลังการเปิดฉากเริ่มต้นโจมตีประเทศไทยของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตย รวมทั้งลดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของคนในชาติ ส่งผลให้ประชาชน และภาคธุรกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

Latest

ใจดี!ลดราคาดีเซล-เบนซินลงอีก 50 สต.

หลังการเปิดฉากเริ่มต้นโจมตีประเทศไทยของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตย รวมทั้งลดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของคนในชาติ

ส่งผลให้ประชาชน และภาคธุรกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ต้องอพยพออกจากบ้านที่อยู่อาศัย ทิ้งนาไร่ วัวควายไว้ข้างหลัง ธุรกิจหยุดชะงัก ทำมาหากินเหมือนแต่เดิมไม่ได้

และจริงๆแล้วผลกระทบทางเศรษฐกิจในจังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการปะทะ แต่เกิดมาก่อนหน้ามาระยะหนึ่งจากการสร้างสถานการณ์ยั่วยุต่างๆของฝั่งกัมพูชา และนำไปสู่การปิดด่านชายแดนทั้งหมด และวันนี้แม้จะมีสัญญาการหยุดยิงเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไว้ใจไม่ได้

“ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐ” ขอนำเสียงสะท้อนจากการสัมภาษณ์ประธานหอการค้าและนักธุรกิจของทั้ง 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงผลกระทบและความเดือดร้อนที่กำลังเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่จริง

บำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย
ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว

“ความเสียหายของเศรษฐกิจ จ.สระแก้ว นับตั้งแต่เริ่มจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่าน จนถึงปิดด่านแบบถาวร คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เพราะปกติการค้า การส่งออกตามแนวชายแดนของจังหวัดตกอยู่ที่เดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะนี้เป็นศูนย์ เป็นความเสียหายรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหนักหนาสาหัสมากกว่าช่วงโควิดเสียอีก”

เมื่อการค้าชายแดนหยุดชะงักก็กระทบกันเป็นลูกโซ่ การค้าในตลาดโรงเกลือหยุดชะงัก ก็กระทบการท่องเที่ยว แล้วลามไปกระทบการค้าขายของประชาชนรากหญ้า ที่ผูกพันกับการค้าขายในตลาดโรงเกลือ การจ้างงานก็ลดลง โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ขาดแรงงานต่างด้าว ทุกอย่างกระทบไปทั้งระบบ พ่อค้ารายย่อยแทบล้มหายตายจาก

ภาคธุรกิจตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า ไม่อยากให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ หรือถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ หากมีการพูดคุยความสัมพันธ์จะกลับมาเหมือนเดิมได้ไม่ยาก หากรัฐบาล 2 ประเทศเปิดด่านพรมแดน ผู้ประกอบการ 2 ประเทศจะสามารถพูดคุยกันได้ ขอให้รัฐบาลมองภาพรวมของเศรษฐกิจการค้า การส่งออกชายแดน จ.สระแก้ว ที่ไม่มีการปะทะใดๆทั้งสิ้น เหตุเกิดที่ไหน ก็ควรแก้ปัญหาบริเวณนั้น ผลกระทบก็จะไม่ขยายวงกว้าง

“ไทยและกัมพูชาติดกัน ไม่สามารถแยกกันได้ อีก 100 ปี อีก 1,000 ปี ก็ต้องอยู่ติดกัน การค้าชายแดนก็ไม่อยากให้เกิดความบาดหมางของประชาชน เชื่อว่าการค้าขายจะสร้างมิตรภาพให้กลับมาเหมือนเดิม”

 สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ คือการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 4 ส.ค.นี้ และขอให้จบลงด้วยดี มีการพิจารณาเปิดด่านพรมแดนจะทำให้เศรษฐกิจการค้า และการท่องเที่ยว รวมถึงแรงงาน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการดำเนินการที่ดีกว่าการช่วยเหลือ เยียวยา ที่ไม่ได้ประโยชน์ เพราะทุกอย่างได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่หมดแล้ว

อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี
ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี

จ.จันทบุรี ได้รับผลกระทบจากการที่ผลไม้ส่งออกไปกัมพูชาไม่ได้ ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการต้องหาตลาดในประเทศ หรือส่งออกไปทางช่องทางอื่น ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคที่เคยส่งออกก็ติดขัด ส่วนอีกเรื่องที่ได้รับกระทบมากเช่นกัน คือแรงงาน เพราะจันทบุรีมีแรงงานกัมพูชามากถึง 80% ของแรงงานทั้งหมด และตอนนี้กลับไปแล้วราว 80%

“แต่ยังโชคดีที่เป็นช่วงปลายฤดูกาลผลไม้ของจังหวัดแทบไม่มีผลผลิตให้เก็บแล้ว ส่วนแรงงานที่ยังอยู่ในไทย ก็เคลื่อนย้ายไปเก็บผลไม้ภาคใต้แล้ว แต่แม้ไม่มีผลไม้ให้เก็บ จันทบุรีก็ยังคงมีความต้องการใช้แรงงานอยู่ เพราะสวนทุเรียนยังต้องการคนทำสวน ตัดแต่งกิ่ง แต่งดอก พ่นปุ๋ย พ่นยา เพราะโดรนบินไม่ได้ในขณะนี้”

โดยหากภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้ สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เกษตรการชาวสวนผลไม้ ก็อยากขอให้ทางการผ่อนผันในเรื่องการบินโดรน เช่น ให้บินได้เฉพาะกลางวัน กลางคืนห้ามบิน หรือมีข้อกำหนดห้ามบินสูงเกินระยะที่ทางการกำหนดหรือมีการแจ้งกับหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนขึ้นบิน

นอกจากนี้ ภาคการก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบโดยตรงด้านแรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่เป็นกัมพูชา ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆหยุดชะงัก โดยเฉพาะโครงการภาครัฐไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันตามกำหนด ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว เพราะ 90% ของการท่องเที่ยวของจันทบุรีเป็นการท่องเที่ยวของคนในประเทศ มีต่างประเทศน้อยมาก

 “อยากให้รัฐมีมาตรการผ่อนปรนเรื่องจัดหาแรงงานทดแทน เช่น ลาว เมียนมา แต่มีกฎกติกามากมาย ทำให้เดินทางเข้ามายากอยากให้รัฐผ่อนปรน เพื่อให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไข และบรรเทาความเดือดร้อน”

ทันตแพทย์หญิง วิภา สุเนตร
ประธานหอการค้าจังหวัดตราด

จากช่วงแรกจนถึงความขัดแย้งที่เริ่มรุนแรงขึ้นถึงขั้นจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่าน ประชาชนชาวรากหญ้าได้รับผลกระทบมาก เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จักรยานยนต์พ่วงข้างเพื่อการขนส่ง พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ร้านขายของชำ รถมาสด้ารับ-ส่งผู้โดยสารรวมถึงร้านอาหาร ร้านกาแฟเล็กๆไม่สามารถค้าขายได้

ขณะที่การค้าขายตามแนวชายแดนได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะผู้ประกอบการ 2 ฝ่ายขาดโอกาสแลกเปลี่ยนสินค้า ผู้ประกอบการชิปปิ้งขนส่งสินค้าก็ไม่มีรายได้ จากที่เคยได้เป็นหลักแสนบาทต่อเดือน ขณะนี้เหลือศูนย์บาท ยังมีผู้ค้าส่วนหนึ่งที่สินค้าจำนวนมากกำลังจะหมดอายุ ไม่สามารถข้ามฝั่งไปขายได้ ยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร

ส่วนการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักจำนวนมาก เพราะไม่ไว้วางใจสถานการณ์ ขณะที่การจ้างแรงงานก็ได้รับผลกระทบด้วย เพราะแรงงานกัมพูชาจำนวนมากกลับประเทศแล้ว โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่หายไปแล้วกว่า 20,000-30,000 คน ภาครัฐจึงควรผ่อนปรนการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ทั้งเมียนมา ลาว โดยเร็ว

“เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนมีการปิดด่านถาวร ไม่สามารถทำการค้าขายระหว่างกันได้เลย การส่งออก-นำเข้าก็ทำไม่ได้ กัมพูชาต้องใช้สินค้าจากประเทศอื่นแทน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ส่งผลให้สินค้าไทยเสียโอกาสทางการค้า และอาจเสียตลาดในอนาคต”

ต้องการให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ โดยประกาศเป็นพื้นที่ภัยสงครามและให้เงินช่วยเหลือ หรือมีมาตรการต่างๆช่วยเหลือ เยียวยา เหมือนกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เพราะการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นเหตุฉุกเฉินจริงๆ อย่างน้อยให้เป็นเงินดำรงชีพกับประชาชน เพราะขาดรายได้ดูแลครอบครัว ดูแลลูก ดูแลผู้ป่วยติดเตียงมาตรการใด ผ่อนปรนได้ บรรเทาความเดือดร้อนได้รัฐต้องรีบดำเนินการ

รัฐธนินท์ เตชะไชยสิทธิ์
ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี

เศรษฐกิจของ จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบในหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบมาก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกเลิกการจองห้องพัก รวมถึงร้านอาหารก็ขาดรายได้จากการไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา โดยจุดที่ได้รับผลกระทบมาก คือ อ.น้ำยืน

“แต่โดยรวมแล้วเศรษฐกิจของอุบลราชธานีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่จะทำการค้าขายกับฝั่งลาว ที่ด่านช่องเม็กมากกว่า ขณะที่ด้านการจ้างแรงงานชาวกัมพูชา ก็กระทบไม่มากอีก เพราะสามารถจัดหาแรงงานจากลาวมาทดแทนได้”

แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ การค้าชายแดน การท่องเที่ยวของจังหวัด จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ยิ่งยืดเยื้อเพียงใด ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็จะยิ่งเสียหายมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องการให้ภาครัฐเร่งยุติความขัดแย้งโดยเร็ว สร้างความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจกลับเข้ามาท่องเที่ยว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด

นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะด้านภาษีหรือด้านการเงิน เพื่อเยียวยานักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไป ที่ทำการค้าในชุมชน จากการสูญเสียโอกาสในการหารายได้ และได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

วิรัตน์ เศรษฐพัฒนชัย
ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์

การปะทะกันของไทย-กัมพูชาชายแดน จ.สุรินทร์ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจโดยตรง คือ อ.กาบเชิง อ.พนมดงรัก และ อ.ปราสาท โดยเฉพาะ อ.กาบเชิง คาดจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

“แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ ผลกระทบขยายวงกว้าง หลังจากพบกระสุนจากกัมพูชาตกในพื้นที่อำเภอปราสาท แม้ไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะได้ย้ายออกจากพื้นที่ก่อนแล้ว แต่ก็ทำให้สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะวัว ควายของชาวบ้านล้มตาย รวมทั้งทรัพย์สินเสียหายในหลายจุด”

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งหายไปจากความกลัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ที่พัก ที่ขาดรายได้ทันที ขณะที่ยังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท จึงต้องการให้ภาครัฐอนุโลมการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาทก่อน

ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีในพื้นที่ก็ไม่สามารถทำการค้า หรือธุรกิจได้เลย จึงอยากให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ยบางช่วง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับเกษตรกร หรือชาวบ้านที่ปลูกพืชหรือเลี้ยงวัว ควาย และพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย วัว ควาย หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆล้มตายจากเหตุการณ์ปะทะกัน ก็อยากให้ภาครัฐหามาตรการชดเชยให้ด้วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

พูลทรัพย์ เทพนคร
ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์

ในช่วงที่มีการปะทะกัน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการ ที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจในพื้นที่ คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวหายไปวันละกว่า 10 ล้านบาท กิจการท้องถิ่นจำนวนมากหยุดชั่วคราว หรืออาจต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย แรงงานในภาคบริการและท่องเที่ยวต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเรื่องรายได้ บางรายถูกเลิกจ้าง บางรายไม่มีงานทำชั่วคราว ส่งผลให้ครัวเรือนในพื้นที่ได้รับผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ และจิตใจในระยะสั้นและระยะยาว

 “คาดว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของจังหวัดอยู่ที่ 70-100 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ที่พัก ซึ่งมีจำนวนรวมกันกว่า 7,000-8,000 ห้อง และกลุ่มร้านอาหารในเครือชมรมร้านอาหาร ที่มีอยู่กว่า 300-400 ราย ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยว”

ดังนั้น ต้องการให้ภาครัฐเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยและการสื่อสารที่ชัดเจน สนับสนุนงบประมาณเยียวยาภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการรายย่อย จัดแคมเปญท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกีฬา เพื่อดึงนักท่องเที่ยว รวมทั้งมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองธุรกิจ

 “แม้ไม่ได้ปะทะโดยตรงในพื้นที่เมือง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับแผ่ซ่านสู่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างชัดเจน เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจบุรีรัมย์ จึงเป็นมากกว่าเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่มันคือเสียงเตือนที่บอกว่า ถ้าไม่ฟื้นฟูตอนนี้ผลกระทบจะลุกลามและซึมลึกยิ่งขึ้น”

นิธินาถ ธนินท์กุลกิตติ
ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ

การปะทะกันของไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดนศรีสะเกษ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่เป็นอาชีพหลัก และในช่วงนี้ทุเรียนเริ่มสุก โดยทุเรียนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัด มีตลาดทั้งในประเทศและส่งออกก็อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแรงงานเก็บ

ขณะที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะตามปกติ นักท่องเที่ยวไทยและชาวกัมพูชาจะเข้ามาเที่ยวเพื่อชมวัฒนธรรม และเลือกซื้อสินค้าโอทอป ทำให้เศรษฐกิจคึกคักมาก แต่หลังการสั่งเปิด-ปิดด่านเป็นเวลา นักท่องเที่ยวไม่กล้ามา พ่อค้า แม่ค้า ต้องปรับเปลี่ยนเวลาเดินทางเข้า-ออก ธุรกิจได้รับผลกระทบ การส่งออกสินค้ามีข้อจำกัด

 แต่ผลกระทบหนักขึ้นหลังการปิดด่านถาวร เพราะทุกอย่างหยุดชะงัก เกษตรกรและพ่อค้าส่งออกสินค้าไม่ได้ นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้าเข้ามาเที่ยว เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย เดือดร้อนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่ง ร้านอาหาร และอื่นๆเสียหายทั้งหมด  ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ เช่น เงินทุนกู้ยืมและเงินหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อถือและความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

“ส่วนความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายจะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่ มองว่า คงยากที่จะกลับคืนเหมือนเดิม เพราะทหารกัมพูชายิงระเบิดใส่บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน ทำให้คนไทยทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มันโหดร้ายเกินไป ทั้งๆที่ผ่านมาไทยคิดว่ากัมพูชาเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล การศึกษา การท่องเที่ยว”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ