
ประเทศคู่ค้าสหรัฐฯทั่วโลก รวมทั้งไทย ต่าง "ดิ้นหนีตาย" กันพัลวัน! เพราะภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" แห่งสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงคู่ค้า เพื่อแจ้งอัตราที่จะถูกจัดเก็บนั้น สูงเกินจะรับไหว
อย่างไทย ถูกเก็บ 36% ยังไม่รวมภาษีปกติที่สหรัฐฯเก็บจากแต่ละสินค้าอยู่แล้ว เช่น ข้าว สมมติถ้าเดิมไทยเสียที่ 5% เมื่อรวมกับอีก 36% จะเพิ่มเป็น 41% ทันที ส่งผลให้ราคาสินค้าไทยทะยานขึ้น และอาจเสียตลาด เพราะผู้นำเข้าสหรัฐฯจะนำเข้าจากประเทศที่ถูกเก็บในอัตราต่ำกว่าแทน เช่น เวียดนาม
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหากไทยสูญเสียตลาด และหาตลาดส่งออกอื่นไม่ได้ คือ สินค้าล้นตลาด ราคาร่วง เกษตรกรตาย หากเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ก็จะเห็นภาพลดค่าทำงานล่วงเวลา ลดเงินเดือน ลดพนักงาน และอาจจนถึงขั้นปลดพนักงาน โรงงานเจ๊ง เศรษฐกิจภาพรวมทรุด
การใช้ภาษีตอบโต้อัตราสูง “ข่มขู่” คู่ค้าเป็นการ “บีบบังคับ” ให้คู่ค้ายอมจำนน และทำ “ข้อเสนอเพิ่มเติม” ตามที่สหรัฐฯเรียกร้อง หากต้องการภาษีต่ำลง โดยมีเส้นตาย 1 ส.ค.68 เป็นตัวเร่งรัดเจรจา
แม้วิธีการนี้ “ทรัมป์” อ้างว่า เป็นการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และลดขาดดุลการค้าสินค้ากับคู่ค้า โดยคู่ค้าต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯให้มากขึ้น ลงทุนในสหรัฐฯให้มากขึ้น ลดมาตรการกีดกันทางการค้า แก้ปัญหาสินค้า (จีน) สวมสิทธิ์ประเทศต่างๆ ส่งออกไปสหรัฐฯเป็นต้น
แต่ก็เป็นการ “ทำลาย” เศรษฐกิจคู่ค้า รวมทั้ง “ทำลายจีน” คู่ขัดแย้งสำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งยังทำให้ประเทศต่างๆ “เลือกข้าง” และ “ผลักจีน” ออกไปให้ไกลตัวมากที่สุด ถ้าไม่อยาก ถูกสหรัฐฯเล่นงาน เพราะภายใต้ความต้องการให้คู่ค้าแก้ปัญหาสวมสิทธิ์ส่งออกนั้น ก็ได้ยื่นข้อเสนอให้คู่ค้าเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศตนเองให้มากขึ้น (Local Content) และลดการใช้วัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะจากจีนที่เป็นซัพพลายเชนสำคัญของทั้งโลก
สำหรับไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจะใช้วัตถุดิบในไทยราวๆ 40% อีก 60% เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สหรัฐฯก็อาจเสนอให้เพิ่มสูงถึง 60-80% ซึ่งสินค้าเกษตรและอาหาร ไม่มีปัญหา ใช้วัตถุดิบในประเทศเกินอยู่แล้ว แต่สินค้าอุตสาหกรรมเป็นปัญหา หลายอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบนำเข้ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากไทยเจรจาให้ลดภาษีตอบโต้ลงได้ ก็อาจถูกเก็บภาษี 2 อัตราเหมือนเวียดนาม ที่เก็บภาษีสินค้าเวียดนาม 20% และภาษีสินค้า Transshipment (สินค้าเปลี่ยนถ่ายลำเรือ หรือสินค้าที่อาจสวมสิทธิ์) 40% ซึ่งอาจทำให้ 10-15 กลุ่ม ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงได้ หากไม่ต้องการถูกเพ่งเล็ง หรือเสียภาษีสูง ไทยก็จำเป็นต้องลดใช้วัตถุดิบต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน และหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศแทน
“นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์” รมช.พาณิชย์ ย้ำว่า “ไทยจะไม่ผลักจีนออกจากห่วงโซ่ผลิต เพราะมีความสัมพันธ์การค้ามายาวนานเหมือนสหรัฐฯ และคู่ค้าอื่น ไทยต้องทำความเข้าใจจีน และคู่ค้าอื่นด้วย”
จับตาไทยจะสร้างสมดุลกับ 2 ยักษ์ใหญ่โลกอย่างไร และต้องยอมขนาดไหน เพื่อแลกกับการลดภาษี??
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม