
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2568 ออมสินตั้งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเข้าถึงระบบสินเชื่อรวม 2 ล้านราย โดยแต่ละรายวงเงินการช่วยเหลือแตกต่างกันไปตั้งแต่หลัก 10,000-500,000 บาท ส่วนลูกหนี้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือนั้น อาทิ ช่วยแก้หนี้เสียที่มีมูลหนี้ต่ำหลักพันบาท สร้างเครดิตให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมา ได้ยกหนี้ให้กับลูกหนี้ในโครงการเงินกู้โควิด 500,000 ราย มูลหนี้แต่ละรายหลัก 1,000-5,000 บาท ซึ่งลูกหนี้จะหลุดการเป็นหนี้เสียของธนาคาร
“ธนาคารจะใช้เงินจากกำไรมาสนับสนุนเพื่อให้ลูกหนี้ดังกล่าวสามารถสร้างเครดิตและเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยแต่ละปีตั้งเป้ากำไรไว้ราว 20,000-23,000 ล้านบาท เพื่อนำรายได้ส่งเป็นเงินแผ่นดิน นำไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อ ซึ่งการช่วยสังคม ช่วยลดหนี้ ปลดหนี้ มีผลทำให้กำไรลดลงปีละ 2,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นอัตราที่พอรับได้และเหมาะสม ซึ่งเป็นผลจากที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้เปลี่ยนตัววัดผลการดำเนินงานของธนาคาร โดยไม่ได้วัดผลที่กำไรสูงสุด แต่วัดผลว่าจะสามารถช่วยเหลือคนให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ”
ทั้งนี้ ณ เดือน พ.ค. 68 ธนาคารออมสินได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อสังคมประเภทต่างๆ คือ 1. สินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาส สำหรับผู้ไม่มีประวัติเครดิตการเงิน อนุมัติแล้ว 150,000 ราย 2. สินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ อนุมัติแล้ว 240,000 ราย 3. สินเชื่อต้อนรับเปิดเทอม อนุมัติแล้ว 110,000 ราย รวมถึงการให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายย่อย/ฐานราก ได้แก่ สินเชื่อธนาคารประชาชน สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ อนุมัติแล้ว 120,000 ราย รวมจำนวนผู้ได้รับสินเชื่อแล้วทั้งสิ้น 620,000 ราย
นายวิทัย ย้ำว่า การทำโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง เป็นโครงการที่ธนาคารขาดทุน แต่โมเดลการทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้น จะนำรายได้จากการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดใหญ่มาชดเชยผลขาดทุนจากการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องให้ผู้ถือหุ้นยอมรับด้วย ซึ่งสคร.และกระทรวงการคลังยอมรับและสนับสนุนให้ธนาคารออมสินดำเนินการ ยอมลดกำไร แต่ยังคงมีกำไรในอัตราเห