ยกระดับ “คุณภาพชีวิต”คนไทย  BDI เปิดข้อมูลใช้ “บิ๊กดาต้า”พัฒนาประเทศ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ยกระดับ “คุณภาพชีวิต”คนไทย BDI เปิดข้อมูลใช้ “บิ๊กดาต้า”พัฒนาประเทศ

Date Time: 29 พ.ค. 2568 07:30 น.

Summary

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG DATA INSTITUTE) หรือ BDI ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1  มิ.ย. 2566 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการนำข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊ก ดาต้า (Big Data) มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ผ่านการให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐ พัฒนานวัตกรรมด้านข้อมูล นำไปสู่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

น.ส. ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI เปิดเผยว่า BDI มีบทบาทในการทำให้ข้อมูลของประเทศ จากทุกภาคส่วน ไม่เพียงถูกจัดเก็บอย่างมีระบบ แต่สามารถนำไปใช้งานได้จริง เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบาย ยกระดับบริการสาธารณะ และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

.ลุยบิ๊กดาต้าสุขภาพ-ท่องเที่ยว-ฝุ่น

เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา BDI ได้เริ่มวางระบบข้อมูลของประเทศ ผลงานที่เป็นรูปธรรม ได้แก่  1.Health Link การเชื่อมข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลประวัติการรักษาระหว่างโรงพยาบาล ช่วยแก้ปัญหาการรักษาข้ามโรงพยาบาลซึ่งไม่เคยมีประวัติผู้ป่วย การเชื่อมข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ นอกจากจะช่วยการรักษามีประสิทธิภาพ ตรงจุดมากขึ้นแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลา ประหยัดเงินค่าตรวจรักษาโรคที่ซ้ำซ้อน ทำให้การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นทำได้สะดวกขึ้น

โดยขณะนี้เชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยาแล้วร่วม 2,000 แห่ง และมีเป้าหมายขยายเพิ่มอีกจากเครือข่ายสาธารณสุขกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ โดยโปรเจ็กต์ถัดไปจะเป็นการต่อยอดร่วมกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังทำโครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ Health Analysis หาทางวางแผนสาธารณสุข ป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหลังประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย

2. Travel Link การเชื่อมโยงข้อมูลท่องเที่ยวภายใต้ความร่วมมือของรัฐและเอกชน ประกอบด้วยแดชบอร์ดข้อมูลท่องเที่ยวมากกว่า 150 แดชบอร์ด ทำให้เอกชนติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยว ผ่านตัวเลขเชิงสถิติที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยว การเดินทางเข้าออกในทุกด่านทั่วประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ช่วยให้การวิเคราะห์แนวโน้มระดับประเทศทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันถูกใช้งานโดยเอกชนหลายราย ได้แก่ ห้างสยามพารากอน สนามบิน

ในอนาคตอันใกล้ BDI ยังมีแผนของบกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนา Chat Bot สนับสนุนการท่องเที่ยว ตอบคำถามนักท่องเที่ยว 5 สัญชาติที่มีแนวโน้มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้นักท่องเที่ยววางแผนเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อว่า BDI มีฐานข้อมูลหน่วยงานภายในประเทศครอบคลุมว่าเว็บไซต์เพื่อการค้นหา(Search Engine)ทั่วไป

3. Envi Link ระบบบัญชีข้อมูลเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Data Catalog) เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและการติดตามสภาพแวดล้อมหรือปัญหาจากภัยธรรมชาติ เบื้องต้นได้รวบรวมข้อมูลมลพิษในอากาศ เน้นข้อมูลฝุ่น PM 2.5 ตามความต้องการของคณะกรรมการร่างกฎหมายมลพิษทางอากาศ มีข้อมูลฝุ่นระดับพื้นที่ รวมไปถึงข้อมูลการเผาและขอเผาพื้นที่เกษตรกร ซึ่งสามารถตรวจสอบไปถึงการลักลอบเผาจากข้อมูลผ่านดาวเทียม

น.ส.ธีรณี กล่าวถึงทิศทางต่อไปของ BDI ว่า คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู), ThaiLLM โครงสร้างพื้นฐาน AI ภาษาไทยแบบโอเพนซอร์ส และการพัฒนากำลังคนด้านข้อมูลและ AI

.ประเดิมรวบตึงข้อมูลบัตรสวัสดิการรัฐ

เริ่มจาก ดีทู (Data Integration and Intelligence Platform หรือ D-II) คือโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ซึ่งทั้ง Health Link, Travel Link และ Envi Link คือส่วนหนึ่งของดีทู  การบูรณาการข้อมูลดังกล่าวจะทำให้การวางแผนเชิงนโยบายมีประสิทธิภาพ ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Nation) อย่างแท้จริง และยังมีแดชบอร์ดและเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึก ช่วยตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลจริง หน่วยงานประเดิมใช้งานดีทู คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอยู่เกือบ 20 หน่วยงาน 80 กว่าโครงการ เพื่อให้การสนับสนุนเงินแก่คนกลุ่มนี้ไม่ซ้ำซ้อนอีกต่อไป

นอกจากนี้ BDI ยังจะเดินหน้าร่วมพัฒนา ThaiLLM หรือ Thai Large Language Model โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย แบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source/Open License) เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักพัฒนา สามารถนำไปใช้งานและต่อยอดได้ในราคาที่ถูกลง เพราะรัฐลงทุนส่วนใหญ่ให้หมดแล้ว  

“ปัจจุบันโครงการ ThaiLLM ดำเนินการกว่า 3 เดือน รวบรวมข้อมูลภาษาไทยแล้วเสร็จ มีการพัฒนาและใช้งาน ThaiLLM Data Bank ซึ่งมีปริมาณข้อมูลภาษาไทยมากกว่า 245GB และดำเนินการให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนได้ประมาณ 55 ล้านล้านโทเคน”

สุดท้าย คือ การเร่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนควบคู่กันไป ผ่านการออกแบบร่างหลักสูตร เรียนรู้ด้าน AI และ LLM เพื่อเน้นการเรียนการสอน และการประเมินทักษะแบบ Micro-Credentials ที่เน้นความสามารถเฉพาะเจาะจง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาค


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ