
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาเดลินิวส์ ทอร์ค 2025 ในหัวข้อ “เสน่ห์หุ้นไทย : ผลักดันเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการหารือกับนักลงทุนสถาบัน (กองทุน) ขนาดใหญ่เกี่ยวกับการลงทุนหุ้นในประเทศไทย โดยกองทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ จากเดิมมีการลงทุนในประเทศไทยมาก่อน แต่ในระยะหลังมีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่การลงทุนในไทยยังคงลงทุนในระดับ 100,000 ล้านบาท แต่บางกองทุนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอย่างเดียว โดยที่ผ่านมาแม้การลงทุนในต่างประเทศจะได้ผลดี แต่ในช่วง 5 – 6 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นในประเทศมีปัญหามาก ดังนั้นที่คาดหมายว่าจะได้ผลตอบแทนมากก็อาจจะไม่ได้อย่างที่คิด
นอกจากนี้ยังได้พบปะนักลงทุนสถาบัน ต่างเห็นว่าหุ้นไทยนั้นปรับลงมามาก เป็นจุดที่อาจต้องพิจารณาปรับสัดส่วนหรือหลักเกณฑ์การลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มอย่างไร ซึ่งภาครัฐพร้อมที่จะปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนในหุ้นไทยได้มากขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น ที่รัฐบาลอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมาย เช่น พ.ร.ก.กำกับหลักทรัพย์ที่ใกล้จะประกาศใช้ โดยการลงโทษเอาผิดกับ Naked short ถ้าตรวจสอบได้ มีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ ได้ให้โจทย์ว่าควรจะปรับโครงสร้าง รองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น เศรษฐกิจสีเขียว
“จากการพูดคุยกับกองทุนฯ เรื่องนโยบายการลงทุนใหม่ๆ ว่าจังหวะดัชนีหุ้นไทยแบบนี้จะสามารถเข้ามาลงทุนได้อย่างไร เชื่อว่าเสน่ห์หุ้นไทยมีอยู่ ตราบใดที่เข้าใจพื้นฐาน และไทยเป็นหลุมหลบภัยที่ดี แต่นักลงทุนส่วนใหญ่หยุดดู wait and see ทุกคนไม่ได้ทิ้ง แต่ดูว่าไทยทำอะไรต่อไป ตราบใดที่เชื่อว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเชื่อว่าหุ้นไทยยังมีเสน่ห์และนักลงทุนไทยมีความคุ้นเคยและเข้าใจ”
นายพิชัย กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ยอมรับว่ามาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า และต้องจับตาว่าเงินที่เข้ามานั้น เป็นเงินที่เข้ามาลงทุนระยะสั้นหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการถือเงินดอลลาร์ด้วย โดยเงินในส่วนนี้เข้ามาที่พันธบัตรก่อน เพราะนักลงทุนมองว่าเมื่อมีการเข้ามาลงทุนในพันธบัตรนั้นได้ผลตอบแทนทันทีและปลอดภัย ไม่เหมือนกับการลงทุนในหุ้นที่อาจต้องรอก่อน เพราะหุ้นเป็นไปตามความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่จะมาจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวด้วย โดยนอกจากมาลงทุนในพันธบัตรก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนเป็นการลงทุนในหุ้นได้เมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น
ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปบริหารจัดการแต่ละโครงการว่าอะไรที่ทำได้ในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 68-71 หากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา อยู่ระดับเกิน 3% แต่ไม่มีมูลค่ามากเท่าที่ควร แต่ยอมรับว่าไตรมาสแรก เติบโต 3.1% ได้ และการคาดการณ์หลายหน่วยงานจีดีพีทั้งปี 68 หายไป 1% เหลือเพียง 1.2-1.8% เท่านั้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งงบประมาณปี 68 ที่มีอยู่ 157,000 ล้านบาท ซึ่งต้องทำในช่วง 3 เดือนนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด