ชี้อัตรา “ดอกเบี้ย” ยังโอเค ผู้ว่า ธปท.ย้ำเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยขณะนี้

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ชี้อัตรา “ดอกเบี้ย” ยังโอเค ผู้ว่า ธปท.ย้ำเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยขณะนี้

Date Time: 5 ก.ค. 2567 06:05 น.

Summary

ผู้ว่าการแบงก์ชาติลั่น “ใส่ใจความทุกข์ประชาชน” ยอมรับคนไทยรายได้ยังเพิ่มขึ้นน้อย เทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเร็วมาก มองดอกเบี้ยเหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน

Latest

อัปยศ! จากคนป่วยสู่คนโกงแห่งเอเชีย บี้ “นายกหนู” เร่งกู้ศรัทธา

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Meet the Press ครั้งแรกของปี 2567 ถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าว่า ภาพที่ออกไปอาจจะคลาดเคลื่อนในบางเรื่อง เช่นที่ว่า ธปท.มองเศรษฐกิจดีเกินไป และไม่เห็นความยากลำบากของคนไทยในขณะนี้ ซึ่งจริงๆ ธปท.เข้าใจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีขนาดนั้น เศรษฐกิจไทยยังเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นช้าเมื่อเทียบกับโลก และแม้ว่ามีการฟื้นตัวในภาพรวม แต่เข้าใจดีว่า ในตัวเลขรวมมันซ่อนความลำบากและความทุกข์ของประชาชนไม่น้อย

ทั้งนี้ จากการที่ ธปท.ติดตามตัวเลขรายได้ของคนไทยล่าสุด โดยในส่วนของลูกจ้างนอกภาคเกษตร ซึ่งมีประมาณ 48% ของทั้งระบบหรือประมาณ 18 ล้านคน เทียบรายได้ก่อนโควิดเป็น 100 พบว่า หากมองในภาพรวม ณ ปัจจุบัน ตัวเลขนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นมาเป็น 109.2% หรือเพิ่มขึ้น 8.9% ขณะที่อาชีพอิสระประมาณ 10 ล้านคน หรือ 25% ของระบบรวมพบว่า รายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 107.2% หรือเพิ่มขึ้น 9.2% ซึ่งเหมือนว่าจะดีกว่าโควิดแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากเจาะดูเป็นค่าเฉลี่ยรายได้รายเดือนตั้งแต่ก่อนโควิดจนถึงปัจจุบัน จะเห็นชัดว่าระหว่างทางรายได้ของคนหายไปจำนวนมาก แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยหากคิดค่าเฉลี่ยตลอดช่วงตั้งแต่ก่อนโควิด รายได้เทียบกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น พบว่ารายได้เฉลี่ยสะสมรายเดือนของลูกจ้างนอกภาคเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 5,296 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าครองชีพเฉลี่ย 5,287 บาทต่อเดือนเพียงเล็กน้อย และผู้มีอาชีพอิสระมีรายได้เฉลี่ย 4,383 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ชัดเจนที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งประเทศที่พึ่งพาการส่งออกจะเจอเกือบทุกประเทศ ภาคการผลิตของเราส่วนหนึ่งเสียความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ต้องสู้กับการเข้ามาของสินค้าราคาถูกของจีน และมีปัญหาความต้องการซื้อสินค้าของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้อุตสาหกรรมเก่าของเราแข่งขันได้ยาก ส่งออกไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ส่งผลให้ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงจากเดิม โดยจากในช่วงปี 2547-2565 ศักยภาพในการเติบโตของไทยอยู่ที่ 3.8% และตัวเลขจริงช่วงนั้นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เฉลี่ยอยู่ที่ 4% แต่ตั้งแต่ปี 2557-2566 เป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทำให้สัดส่วนแรงงานหายไป

“คนไทยยังไม่กินอยู่ดี”

“ดังนั้น หากถามว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้หากฟื้นตัวจะไปอยู่ที่ไหน จะกลับไปขยายเต็มศักยภาพที่ประมาณ 3% ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปทางนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราโตมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ต้องมีการปรับโครงสร้างภาคการผลิต และเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้า เพราะยอมรับว่าการโตแค่ 3% หากเทียบกับรายได้ของคนไทย และความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ เพราะ 3% โตเท่ากับเกาหลีใต้ ซึ่งเขารวยกว่าเรามาก”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า กรณีดอกเบี้ยนโยบายหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อ 1-3% มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ ธปท.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย จุดนี้นโยบายดอกเบี้ยจำเป็นต้องตอบหลายโจทย์ไปพร้อมกัน ทั้งด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ และด้านเสถียรภาพทางด้านการเงิน นอกจากนั้น ดอกเบี้ยที่เหมาะสมอาจจะขึ้นกับประเด็นส่วนบุคคล เช่น หากเป็นลูกหนี้มีหนี้จำนวนมาก อยากให้ดอกเบี้ยต่ำลง แต่คนฝากอาจจะมีปัญหาเรื่องรายได้ลด ดอกเบี้ยต่ำมากอาจจะไม่ดีพอ หรือผู้ส่งออกและนำเข้าก็อยากเห็นทิศทางดอกเบี้ยที่ต่างกัน เพราะกระทบต่อความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี พบเงินทุนต่างประเทศไหลออก 5,400 ล้านเหรียญ

“ในภาพรวม ธปท.ไม่อยากเห็นเงินเฟ้อที่สูงเกินไป เพราะกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวม และต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น โดยจะเห็นว่า ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นสูงมากอยู่ที่เฉลี่ย 8% ต่อเดือน ธปท.ไม่ได้ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายทันที เนื่องจากจะต้องดูสมดุลของเงินเฟ้อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ และแม้แต่หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เป็นการมองไปข้างหน้า จึงใช้วิธีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นเดียวกับในช่วงดอกเบี้ยขาลง ที่จะต้องพิจารณาความสมดุลทั้งหมดด้วยเช่นกัน และจะตัดสินใจบนตัวเลขวันนี้ไม่ได้ แต่จะต้องดูแนวโน้มไปข้างหน้าด้วย”

ไม่ปิดประตูลดดอกเบี้ย

นายเศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายของเราเหมาะสมกับทิศทางเศรษฐกิจที่เราเห็น แต่หากภาพรวมของเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปชัดเจน เพราะ ธปท.ยอมรับว่าในขณะนี้ความเสี่ยงมีมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เราไม่ได้ปิดประตูที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน หรือลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม เมื่อดอกเบี้ยทำคนเดียวจะกระทบหลายส่วน จะต้องมีวิธีที่จะช่วยไม่ให้ดอกเบี้ยต้องออกแรงคนเดียว โดยใช้ดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง และเสริมด้วยมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินในบางจุดที่ร้อนแรง จุดที่กระทบอัตราแลกเปลี่ยนฯ และจุดที่กระทบกับประชาชน เช่น ที่ผ่านมาเราลด LTV เพื่อช่วยในช่วงโควิด หรือการออกสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วเอสเอ็มอี ซึ่งจากจำนวน 500,000 ล้านบาท ออกไปได้ประมาณ 99.4% ซึ่งช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น รวมทั้งแนวทางการเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ โดยมียอดรวมลูกหนี้ที่เข้าระบบ 16 ล้านบัญชี และต่อเนื่องวันนี้ด้วยความพยายามแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสมกับความสามารถของลูกหนี้ และรับผิดชอบลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้โดยการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม

ด้าน น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมา ธปท.ได้เปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ลูกหนี้ไทยจะได้รับ ระหว่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% หากลูกหนี้มีเงินต้นเหลือ 1 ล้านบาท เหลือเวลาผ่อน 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.075% จะทำให้ลูกหนี้ลดภาระได้ประมาณ 1,200 บาทต่อปี หรือลดลงเดือนละ 100 บาท แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะสามารถลดภาระได้ 1,200-2,100 บาทต่อเดือนขึ้นกับวิธีการปรับโครงสร้างหนี้.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ