
ต้องยอมรับว่า หลังภาคการท่องเที่ยวไทย ฟื้นตัวกลับมาอย่างร้อนแรง จากการเดินทางของ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เข้ามาอย่างคึกคัก ม.ค.- เม.ย. 2567 รวม 4 เดือน จำนวนแล้วกว่า 12 ล้านคน
ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม และอัตราค่าพักรายวัน ดีดกลับมาเพิ่มขึ้น เทียบเท่ากับช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 ปี 2562 แล้ว โดยถูกคาดการณ์ รายได้ธุรกิจโรงแรมและที่พักของปี 2567 จะสร้างเม็ดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 9.5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงแรม ทั่วประเทศ ยังคงเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูง จากปัญหา ห้องพัก โอเวอร์ซัพพลาย ประกอบกับจำนวนที่พักเปิดใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ
เจาะธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด หรือที่เรียกว่า Budget Hotel โรงแรมที่เน้นความคุ้มค่า มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักเดินทางพื้นฐาน และมักมีราคาห้องพักต่ำกว่าโรงแรมที่มี Full Service Facility ราว 20%-50% (เริ่มหลักร้อย/คืน) เน้นตั้งอยู่ในเขตเมือง ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ศูนย์การค้าหรือเชื่อมสถานีรถไฟ และสนามบิน ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
ข้อมูลจาก วิจัยธุรกิจธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ชี้ให้เห็นว่า Budget Hotel กลายเป็นที่สนใจมากขึ้น สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
ย้อนไป เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา โรงแรมราคาประหยัด ได้รับอานิสงส์ จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวคนไทย ฟื้นตัวระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด มีจำนวนทั้งสิ้น 249.1 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 22.7%
สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด พบมีทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ลงทุนเองและกลุ่มโรงแรมเครือข่ายรายใหญ่ ได้แก่
โรงแรมบีทู (B2)
โรงแรมฮ็อป อินน์ (Hop Inn)
โรงแรมฟอร์จูนดี (Fortune D)
โรงแรมโคซี่ (COSI)
โรงแรม GO Hotel
เมื่อพิจารณาผลดำเนินธุรกิจ ของโรงแรมฮ็อป อินน์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด พบว่า มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในปี 2566 ที่อยู่ในระดับสูงถึง 82%
ส่วนผู้เล่นรายใหม่อย่างเช่นโรงแรม Go Hotel ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ก็มีแนวโน้มเติบโตดีเช่นกัน หลังจากเข้าสู่ตลาดครั้งแรก เมื่อ ปี 2565 ผ่าน Go Hotel Bowin จ.ชลบุรี โดยกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งเป้า ภายในปี 2569 จะเปิดให้ครบ 25 แห่ง เพิ่มพื้นที่ โคราช, อุบลราชธานี, อยุธยา, ระยอง, ศรีราชา, ชลบุรี และเชียงราย
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่