วิเคราะห์ นโยบาย"เงินดิจิทัล" เงื่อนไขซับซ้อน ร้านค้าอาจเข้าร่วมน้อยกว่าที่คิด เมื่อต้องหมุนเงินสด

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

วิเคราะห์ นโยบาย"เงินดิจิทัล" เงื่อนไขซับซ้อน ร้านค้าอาจเข้าร่วมน้อยกว่าที่คิด เมื่อต้องหมุนเงินสด

Date Time: 23 เม.ย. 2567 14:45 น.

Video

ยุคนี้เก็บเงินอย่างเดียวไม่พอ! Gen Z มั่งคั่งได้ไง? กับ ท็อป Bitkub | Thairath Money Night Stand EP.29

Summary

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ เงื่อนไขโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ซับซ้อน ร้านค้าอาจเข้าร่วมน้อยกว่าที่คิด เจาะ 1.4 ล้านราย จดทะเบียน นิติบุคคล แค่ 20% รายเล็กหมุนเงินสด ชั่งใจอาจไม่คุ้ม!

Latest


กระทรวงการคลัง อัปเดตล่าสุด เกี่ยวกับนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท หรือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า เงื่อนไขการใช้จ่าย ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มี เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ

ขณะการที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล และในส่วนของร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนั้น จะเริ่มดำเนินการ ในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ เดือน มิ.ย. - ก.ย. 2567 อย่างแน่นอน ก่อนเริ่มใช้จ่ายเงินได้จริง ในช่วงไตรมาสที่ 4 ภายใต้เงื่อนไขหลัก 2 ประการ ได้แก่ 

  • ระหว่างประชาชนกับร้านค้า : ใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ (878 อำเภอ) การชำระเงินต้องเป็นแบบพบหน้า (Face to Face) กำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก
  • ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า : ร้านค้าที่จะรับการใช้จ่ายจากประชาชนต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก โดยไม่รวมห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ส่วนร้านค้าที่สามารถรับการใช้จ่ายจากร้านค้า ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่และขนาดร้านค้า

ประเมินโครงการเงินดิจิทัล กับพฤติกรรมการใช้จ่าย 

เจาะในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จริงอยู่ หาก Digital Wallet สามารถดำเนินการได้ทันทีในไตรมาส 4 ตามแผนที่วางไว้ อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกปี 2567 โต 4% ขยับขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% โดยประเมินจากการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนฐานธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะ เพิ่มไม่ถึง 0.55 บาท

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ท้าทาย นอกจาก มีการคาดการณ์ว่า โครงการเงินดิจิทัล อาจไม่ได้ ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่เป็นเพียงการนำเงิน Digital wallet ที่ได้จากภาครัฐมาใช้แทนเงินในส่วนของตัวเอง 

เนื่องจาก ยอดขายค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (ไม่รวมยอดขายยานพาหนะ และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร) ซึ่งผู้บริโภค มีการวางแผนการใช้จ่ายอยู่แล้วนั้น 

อาจยังไม่ได้หนุนผู้ประกอบการค้าปลีกให้มียอดขายที่ดีขึ้น แบบที่เท่ากันทุกราย เพราะ ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันของร้านค้าปลีกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค อีกทั้งยังต้องติดตามเงื่อนไข ของมาตรการฯ ที่อาจเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดได้อีก

เนื่องจาก วิเคราะห์ว่า นอกเหนือจากประเด็นทางด้านกฎหมาย รวมถึงระบบการใช้งานของแอปพลิเคชัน ที่ยังต้องรอติดตาม ว่าจะมีความซับซ้อนแค่ไหน การที่รัฐกำหนดเงื่อนไขต่างๆ อาจส่งผลต่อร้านค้าปลีกและ พฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่แตกต่างกันด้วย ดังนี้  

1.กำหนดพื้นที่ในการใช้เงินต้องอยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคที่ต่างกัน

  • ผู้บริโภคที่อยู่นอกภูมิลำเนา มีราวๆ 6.6 ล้านคน อาจมีช่วงเวลาให้ใช้จ่ายสั้น และต้องวางแผนการเดินทางเพื่อกลับไปใช้จ่าย เช่น วันหยุดเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องเร่งใช้เงิน และเลือกซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่อ ครั้งสูงๆ เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ หรือของใช้ส่วนตัว (เก็บได้นาน ไม่เน่า เสีย) ที่จำเป็นต้องซื้อในปริมาณมากๆ จึงทำให้การใช้จ่ายอาจกระจุกตัวอยู่แค่บางร้านค้าและบางสินค้าเท่านั้น 
  • ผู้บริโภคที่พำนักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนา อาจจะไม่จำเป็นต้องรีบใช้จ่ายเหมือน 2 กลุ่มแรก และสามารถซื้อสินค้าที่มีมูลค่าครั้งละไม่มากได้ เช่น ของกิน หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งการใช้เงินอาจกระจายได้ในร้านค้าและสินค้าที่หลากหลายกว่า

2.กำหนดเงื่อนไขประเภทของร้านค้าและการถอนเงินสด อาจจำกัดร้านค้าที่ เข้าร่วมโครงการโดยเฉพาะร้านค้าที่เดิมอยู่นอกระบบภาษีปัจจุบันร้านค้าที่เป็น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) มีทั้งหมด 1.4 ล้านราย 

โดยเป็นร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพียง 2.8 แสนราย หรือราว 20% 2 เท่านั้น การใช้ Digital Wallet ในรอบแรกระหว่างประชาชนกับร้านค้าหรือร้านสะดวก ซื้อขนาดเล็ก จะต้องเป็นร้านที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในช่วงไตรมาส 3 

แต่ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย ซึ่งร้านค้าต้องไปใช้จ่ายกับร้านค้า และร้านค้าที่จะถอนเงินสดได้จะต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษีและ เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ 2 เป็นต้นไป 

“ร้านค้าที่จะลงทะเบียนเข้าร่วม คงจะต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ทั้งในมิติของ ยอดขาย จากการคาดเดาพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะใช้จ่ายอย่างไร และซื้อ สินค้าประเภทไหน รวมถึงในมิติของการถอนเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหาก เป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการเงินสดในทันทีและเดิมไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอาจจะ รู้สึกถึงความไม่คุ้มค่าจนตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วม สุดท้ายแล้วอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือ การกระจายรายได้ไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างทั่วถึง ก็จะจำกัดลงตาม"

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ Thairath Money ได้ที่ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ