จับตาสงครามรอบใหม่ “อิหร่าน-อิสราเอล” สะเทือนทั้งโลก เศรษฐกิจไทยรอดไหม กระทบแค่ไหน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

จับตาสงครามรอบใหม่ “อิหร่าน-อิสราเอล” สะเทือนทั้งโลก เศรษฐกิจไทยรอดไหม กระทบแค่ไหน

Date Time: 17 เม.ย. 2567 18:34 น.

Video

Claude AI ปลอดภัยสุดในโลก ? อ่านเกม Anthropic จริยธรรม หรือกลยุทธ์ธุรกิจ | Digital Frontiers EP.60

Summary

สศค.มองสงครามตะวันออกกลาง "อิสราเอล-อิหร่าน" กระทบเศรษฐกิจไทยน้อย คาดทำตลาดหุ้นผันผวน ราคาพลังงาน ทองคำปรับขึ้นชั่วคราว เชื่อนโยบายการคลังเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ช่วงครึ่งหลังปี 2567

Latest


ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก หลังอิหร่านประกาศเดินหน้าตอบโต้อิสราเอลที่เปิดฉากโจมตีทางอากาศสถานกงสุลอิหร่านในซีเรีย เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ตลาดผวนส่งผลให้ราคาทอง และราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลว่าสงครามรอบใหม่นี้ จะยกระดับความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง


ทั้งนี้ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย ออกไป กดดันให้ประชาชนในหลายประเทศต้องแบกรับภาระต้นทุนการกู้ยืม และค่าครองชีพนานขึ้น โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องเผชิญผลกระทบจากค่าเงินอ่อน 


ส่วนประเทศไทย ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินผลกระทบ สถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านต่อเศรษฐกิจไทย


พรชัย  ฐีระเวช ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า สศค. ได้ติดตามและประเมินผล กระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านอย่างใกล้ชิดตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 โดย สศค. ประเมินว่าความขัดแย้งดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ไม่มาก ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง ที่อยู่ในวงจำกัดและการหาทางออก ของความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้ 


เปิด 5 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย


1. ตลาดเงินและตลาดทุนโลกและไทยที่มีความผันผวน โดยจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักของโลกที่ปรับตัวลดลงในช่วงวันหยุดสงกรานต์ของไทย และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปสู่สินทรัพย์หลักที่นักลงทุนประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำ 


ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลงในวันนี้ (17 เมษายน 2567) ปิดตลาด 1,366.94 หรือลดลง 29.44 จุด มาจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดทำการหลังวันหยุดสงกรานต์ 


ประกอบกับยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การกำหนดวันจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน ขนาดใหญ่ ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลง เป็นต้น

2. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยพบว่า ราคาน้ำมันดิบและราคาทองคำ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงอยู่ในช่วง 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เท่ากับช่วงก่อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง 


ทั้งนี้ ประเมินว่าประเทศอิหร่านมีสัดส่วนส่งออกน้ำมันดิบเพียง 1.5% ของการส่งออกน้ำมันดิบในตลาดโลก ดังนั้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ลุกลามจะไม่เป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

3. การค้าระหว่างประเทศของไทยได้รับผลกระทบน้อย โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังประเทศอิสราเอลและอิหร่านเพียง 0.27% และ 0.05% ของมูลค่าการส่งออกในปี 2566 (2.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าของไทยจากประเทศอิสราเอลและอิหร่านมีสัดส่วนที่ต่ำเพียง 0.15% และ 0.003% ของมูลค่าการนำเข้าในปี 2566 (2.89.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ


4. การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไทยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยว จากประเทศอิสราเอลและอิหร่านเพียง 1.0% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมดในปี 2566 (28.2 ล้านคน) โดยมีการใช้จ่ายคิดเป็น 1.9% ของรายได้จากภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2566 (1.2 ล้านล้านบาท) ดังนั้น จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ การท่องเที่ยวไทยไม่มากนัก


5. การลงทุนของไทยกับประเทศอิสราเอลและอิหร่านยังมีมูลค่าที่น้อยมาก โดยข้อมูลการลงทุนระหว่างประเทศพบว่า ยอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรง จากอิหร่านในไทย ในปี 2566 มีมูลค่าอยู่น้อยมากที่ 16.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพียงสัดส่วน 0.01% ของมูลค่ายอดคงค้างเงินลงทุนรวมจากต่างประเทศ ในไทยทั้งหมด (3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) 


ทั้งนี้ ในด้านการลงทุนระหว่างไทยและประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง พบว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิจากภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนที่ต่ำ โดยในปี 2566 ยอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในไทย มีมูลค่าอยู่เพียง 714.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพียงสัดส่วน 0.23% ของมูลค่ายอดคงค้างเงินลงทุนรวมจากต่างประเทศในไทยทั้งหมด ทำให้ผลกระทบด้านการลงทุนโดยตรงจากตะวันออกกลางมายังไทยอาจจะได้รับผลกระทบไม่มาก 


ทั้งนี้ สศค. มั่นใจว่านโยบายการคลังจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่เหลือของปี 2567 ต่อไป

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ