ไทยตกขอบ เวทีการค้า-ลงทุนโลก ตัวเลข FDI หล่นเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน ที่มานายกฯโรดโชว์หนัก 16 ประเทศ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

    ไทยตกขอบ เวทีการค้า-ลงทุนโลก ตัวเลข FDI หล่นเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน ที่มานายกฯโรดโชว์หนัก 16 ประเทศ

    Date Time: 13 มี.ค. 2567 10:22 น.

    Video

    ปี 2026 ทองคำมาวิน? หุ้นไทยปีนี้ยากแล้ว ปีหน้ายากกว่า?| Thairath Money Night Stand EP.30

    Summary

    ไทยน่าสนใจน้อยลง? ตกขอบเวทีการค้า-ลงทุนโลก ตัวเลข FDI หล่นเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย สวนทางภูมิภาคขยายตัว ที่มานายกฯ โรดโชว์หนัก เดินทาง 16 ประเทศ เจาะจุดบอดไทย ระบบนิเวศเอื้อ แต่ประเทศคู่ FTA ไม่มาก ขณะวัยแรงงานหดตัว แข่งประเทศข้างเคียงไม่ได้ BOI ดิ้นหานักลงทุนต่างชาติ

    Latest


    “เปิดประตูการค้า เสริมโอกาส การต่างประเทศ” เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ประกาศไว้เมื่อครั้งหาเสียง ปูทางสู่การเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ระบุ รัฐบาลจะเดินสายสร้างสัมพันธ์ทั่วโลก เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ประเทศไทย มีโอกาสได้เพิ่มพื้นที่ในตลาดโลก รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า เพื่อคืนประโยชน์กลับมาสู่ประชาชนอย่างมหาศาล 

    นายกฯ เดินทาง 16 ประเทศ ใน 6 เดือน 

    ซึ่งว่ากันไป อาจเป็นที่มาที่ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ชีพจรลงเท้า เดินสายไม่พัก ภายใต้การทำงานแค่ 6 เดือน แต่โรดโชว์เดินทางไปต่างประเทศแล้ว นับ 16 ประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลีย (7-14 มี.ค.) เปิดแฟชั่น “ผ้าขาวม้า” สู่สายตาชาวโลก ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องค่าใช้จ่าย และการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องของคณะ

    อย่างไรเสีย ล่าสุดคนของรัฐบาลอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ออกมาชี้แจง ยืนยันนายกฯ ไปต่างประเทศ ได้มากกว่าเสีย ช่วยขยายความเจริญ ไม่ว่าเรื่องของการลงทุนหรือรายได้ที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย 

    เจาะเหตุผลลึกลงไปถึงการออนทัวร์ของนายกฯ ที่มากถึง 16 ประเทศ อยู่ภายใต้ ความเพลี่ยงพล้ำ น่าห่วงหลายประการของประเทศไทยในยามนี้ โดยเฉพาะตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าการส่งออก การจ้างงาน และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

    ว่ากันง่ายๆ FDI ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว 

    เทียบไทย Vs ประเทศอาเซียน ประเทศไหนดึงดูดนักลงทุน


    ทั้งนี้ จากรายงานการลงทุนโลกประจำปี 2566 (World Investment Report 2023) พบว่าแม้ขณะนี้ ภูมิภาค “อาเซียน” กำลังเป็นดาวเด่นในพื้นที่โลก จากการที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนข้ามชาติ ที่ต้องการขยายและย้ายฐานการผลิตออกห่างจากพื้นที่พิพาทอย่างจีน ทำให้ตัวเลข FDI ของอาเซียน ช่วงปี 2565 ขยายตัวถึง 4.6% 

    แต่พบว่าในปีเดียวกัน ไทยกลับรั้งเป็นอันดับที่ 5 ของภูมิภาคอาเซียน ที่ดึงดูดการลงทุนได้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ตามลำดับ โดยมูลค่า FDI หดตัว 31.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางการเติบโตของอาเซียน

    ก่อนปี 2566 เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ไทยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้น 38 % มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท 

    ซึ่งแม้จะบ่งชี้ว่าแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยเริ่มกลับมา แต่เมื่อศักยภาพกับประเทศคู่แข่ง มีหลายปัจจัยที่เป็นความท้าทาย  

    • สิงคโปร์ มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก มีประเทศคู่ FTA ทั่วโลกมากที่สุดในอาเซียน (จำนวน 65 ประเทศ) แรงงานมีทักษะสูงและใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก นโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน มีโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำระดับโลก และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค 
    • อินโดนีเซีย มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ จำนวนแรงงานและการเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรเหมืองแร่ที่สำคัญ อาทิ นิกเกิล ดีบุก และทองแดง รวมถึงนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ 
    • เวียดนาม มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องในระดับสูงในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 7.5 (CAGR) มีประเทศคู่ FTA มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน (จำนวน 54 ประเทศ) มีเสถียรภาพทางการเมือง ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน และการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 
    • มาเลเซีย มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ แรงงานมีทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอย่าง ปิโตรเลียม และแร่โลหะที่สำคัญ ได้แก่ ดีบุก บอกไซต์ (อะลูมิเนียม) ทองแดง และเหล็กนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการริเริ่มโครงการวีซ่าพรีเมียมเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาพำนักระยะยาว 

    จุดบอดไทย คู่ค้า FTA น้อย-แรงงานลด BOI ดิ้นชวน 5 บริษัทดัง ขยายการลงทุน 

    ในขณะที่ไทย จะเรียกว่าไม่มีปัจจัยสนับสนุนเลยก็ไม่ใช่ เพราะเรามีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะรองรับการลงทุนสีเขียว 

    แต่ปัจจัยท้าทาย กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ปัจจุบันไทยมีประเทศคู่ FTA ไม่มากนัก (จำนวน 19 ประเทศ รวมศรีลังกาที่ลงนามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2567) เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และเวียดนาม การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแรงงานในอนาคต

    ย้อนไป 4-6 มีนาคม ที่ผ่านมา BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมคณะเดินทางชักจูงการลงทุนที่ประเทศออสเตรเลียกับนายกฯ หารือและนำเสนอนโยบายทิศทางส่งเสริมการลงทุนของไทย ต่อบริษัทชั้นนำของออสเตรเลีย มากถึง 5 บริษัท ได้แก่ 

    • บริษัท Fortescue บริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย รวมถึงเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หลังระบุว่า มีความสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ไฮโดรเจน และไฮโดรเจนสีเขียวในไทย 
    • บริษัท ANCA ผู้นำด้านการผลิตเครื่องขึ้นรูป CNC และระบบเครื่องจักรต่างๆ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ รถยนต์ ยา ฯลฯ ที่มีความต้องการขยายฐานการผลิตเครื่องจักรในไทยเพิ่ม โดยปัจจุบันมีโรงงานผลิตจำนวน 2 แห่ง คือ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทย 
    • บริษัท Redflow ผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงาน มีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในไทยเพื่อรองรับความต้องการสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และสาธารณูปโภค ซึ่งปัจจุบันมีฐานการผลิตในประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย โดยมีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย 
    • บริษัท Linfox ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์อัจฉริยะของออสเตรเลีย มีแผนที่จะตั้งศูนย์ Regional Traffic Control Fleet ในประเทศไทย ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และมีการดำเนินการใน 9 ประเทศ โดยไทยเป็นสำนักงานและศูนย์ควบคุมสำหรับภูมิภาคเอเชีย
    • บริษัท NextDC ผู้นำด้าน Data Center รายใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย มีแผนจะขยายการลงทุน สร้าง Data Center ในประเทศไทยเพิ่มเติม โดยบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center ที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับ Tier 4 รองรับกลุ่มผู้ใช้งานหรือองค์กรที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือระดับสูงสุด รวมทั้งผู้ให้บริการ Cloud Service ในลักษณะ Enterprise Cloud ที่ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ