
“เปิดประตูการค้า เสริมโอกาส การต่างประเทศ” เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ประกาศไว้เมื่อครั้งหาเสียง ปูทางสู่การเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ระบุ รัฐบาลจะเดินสายสร้างสัมพันธ์ทั่วโลก เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ประเทศไทย มีโอกาสได้เพิ่มพื้นที่ในตลาดโลก รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า เพื่อคืนประโยชน์กลับมาสู่ประชาชนอย่างมหาศาล
ซึ่งว่ากันไป อาจเป็นที่มาที่ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ชีพจรลงเท้า เดินสายไม่พัก ภายใต้การทำงานแค่ 6 เดือน แต่โรดโชว์เดินทางไปต่างประเทศแล้ว นับ 16 ประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลีย (7-14 มี.ค.) เปิดแฟชั่น “ผ้าขาวม้า” สู่สายตาชาวโลก ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องค่าใช้จ่าย และการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องของคณะ
อย่างไรเสีย ล่าสุดคนของรัฐบาลอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ออกมาชี้แจง ยืนยันนายกฯ ไปต่างประเทศ ได้มากกว่าเสีย ช่วยขยายความเจริญ ไม่ว่าเรื่องของการลงทุนหรือรายได้ที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย
เจาะเหตุผลลึกลงไปถึงการออนทัวร์ของนายกฯ ที่มากถึง 16 ประเทศ อยู่ภายใต้ ความเพลี่ยงพล้ำ น่าห่วงหลายประการของประเทศไทยในยามนี้ โดยเฉพาะตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าการส่งออก การจ้างงาน และการใช้วัตถุดิบในประเทศ
ว่ากันง่ายๆ FDI ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ จากรายงานการลงทุนโลกประจำปี 2566 (World Investment Report 2023) พบว่าแม้ขณะนี้ ภูมิภาค “อาเซียน” กำลังเป็นดาวเด่นในพื้นที่โลก จากการที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนข้ามชาติ ที่ต้องการขยายและย้ายฐานการผลิตออกห่างจากพื้นที่พิพาทอย่างจีน ทำให้ตัวเลข FDI ของอาเซียน ช่วงปี 2565 ขยายตัวถึง 4.6%
แต่พบว่าในปีเดียวกัน ไทยกลับรั้งเป็นอันดับที่ 5 ของภูมิภาคอาเซียน ที่ดึงดูดการลงทุนได้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ตามลำดับ โดยมูลค่า FDI หดตัว 31.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางการเติบโตของอาเซียน
ก่อนปี 2566 เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ไทยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้น 38 % มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท
ซึ่งแม้จะบ่งชี้ว่าแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยเริ่มกลับมา แต่เมื่อศักยภาพกับประเทศคู่แข่ง มีหลายปัจจัยที่เป็นความท้าทาย
ในขณะที่ไทย จะเรียกว่าไม่มีปัจจัยสนับสนุนเลยก็ไม่ใช่ เพราะเรามีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะรองรับการลงทุนสีเขียว
แต่ปัจจัยท้าทาย กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ปัจจุบันไทยมีประเทศคู่ FTA ไม่มากนัก (จำนวน 19 ประเทศ รวมศรีลังกาที่ลงนามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2567) เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และเวียดนาม การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแรงงานในอนาคต
ย้อนไป 4-6 มีนาคม ที่ผ่านมา BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมคณะเดินทางชักจูงการลงทุนที่ประเทศออสเตรเลียกับนายกฯ หารือและนำเสนอนโยบายทิศทางส่งเสริมการลงทุนของไทย ต่อบริษัทชั้นนำของออสเตรเลีย มากถึง 5 บริษัท ได้แก่
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์, BOI, ไทยคู่ฟ้า, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney