
แม้ปัจจุบันประเทศไทย มีนโยบาย จ้างงาน “แรงงาน” ผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการขยายอายุเกษียณ ในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อรองรับกับภาวะที่ไทยกำลังเผชิญ คือ วัยทำงานหดตัว เด็กแรกเกิดน้อยลง แต่สัดส่วนผู้สูงวัยสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
แต่อย่างไรก็ตาม แรงงานที่รายได้ต่ำ และมีภาระหนี้สะสมสูง เป็นเรื่องท้าทายที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาส ไม่ใช่ “วิกฤติ”
ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมี “แรงงานสูงอายุ” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันตัวเลข อยู่ที่ 5.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 52% จากปี 2556 (3.3 ล้านคน)
ทำให้สัดส่วนแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้น จาก 8.5% เป็น 12.6% โดยภาคเหนือ มีสัดส่วนแรงงานสูงอายุมากที่สุด เป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง
เจาะแรงงานสูงวัยของภาคเหนือนั้น มีจำนวนสูงถึง 1.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กระจุกตัวใน 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และพิษณุโลก ซึ่งส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพอิสระ และประมาณ 60% เป็นเกษตรกรในภาคเกษตร ที่เหลืออยู่ในภาคการค้า บริการ และการผลิต
หากแต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ พบว่า หลังอายุ 60 ปี รายได้แรงงานภาคเหนือลดลง 55% แต่ยังมีภาระหนี้สะสม โดยเฉพาะแรงงานสูงอายุในภาคเกษตร ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเพียง 5,513 บาทต่อเดือน และอีก 72% มีรายได้ไม่พอชำระหนี้
ทั้งนี้ หากเรานึกถึงต้นแบบของ “สังคมผู้สูงอายุ” ญี่ปุ่น อาจเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับทางออกอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้แก้ปัญหาแค่การเพิ่มระบบสวัสดิการ และเงินบำนาญ ให้กับคนสูงวัยเท่านั้น แต่ลึกลงไป ยังมีโมเดล สร้างรายได้ให้กับแรงงานสูงอายุ อีกด้วย
ในรายงานฉบับเดียวกันของ ธปท.นี้เอง มีการระบุถึง “โมเดลแรงงานสูงวัย” ของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า อิโรโดริ ธุรกิจใบไม้ที่ผู้สูงอายุทุกคนสามารถเป็นเจ้าของกิจการ และสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น
โดยแนวคิด อิโรโดริ ถูกนำมาใช้ในคามิคัตสึ เมืองชนบทที่ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุของญี่ปุ่น ภูมิประเทศแวดล้อมด้วยภูเขา ประชากรเกินครึ่งของเมืองนี้เป็นผู้สูงอายุ ขณะที่ การปลูกส้มแมนดารินที่เป็นอาชีพหลักลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดแคลนทั้งงานและรายได้
ต่อมาปี ค.ศ. 1987 องค์กรเกษตรและรัฐบาลท้องถิ่น ต้องการสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุและท้องถิ่น จึงจัดตั้งสหกรณ์อิโรโดริ และริเริ่ม “ธุรกิจใบไม้” เช่น ใบเมเปิล พีช บัว ซึ่งหาได้ทั่วไปในพื้นที่ โดยเป็นงานที่ใช้แรงน้อย และใช้องค์ความรู้ความเชี่ยวชาญของผู้สูงอายุในการคัดเลือกใบไม้ แล้วส่งขายให้กับร้านอาหารทั่วประเทศเพื่อใช้ในการตกแต่งอาหารญี่ปุ่น ก่อเกิดความสำเร็จหลายแง่
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การออกแบบนโยบายที่ ตอบโจทย์เชิงพื้นที่ร่วมด้วยเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่นำ “อิโรโดริโมเดล” มาใช้ในพื้นที่ชนบท เป็นทางออกที่จับต้องได้
สำหรับตลาดแรงงานสูงอายุในภาคเหนือ แม้จะเห็นการจ้างงานในระบบอยู่บ้าง แต่รองรับได้เพียงบางส่วน เช่น ร้านอาหาร ร้านนวดสปา และโรงงานผลิตขนม ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพอิสระในภาคเกษตร
อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงาน สูงอายุในภาคเกษตรที่เข้มแข็งอยู่ในรูปแบบของการรวมกลุ่ม คนรุ่นใหม่มาช่วยขับเคลื่อนให้เกิดมุมมองใหม่ ผสมผสานกับความชำนาญของคนรุ่นใหญ่ ในเชิงบูรณาการร่วมกับชุมชน และปรับใช้เทคโนโลยีร่วมด้วย เริ่มพบเห็นได้มากขึ้น
ที่มา : ธปท.
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney