ดัน ระนอง จุดหมายนักท่องเที่ยว เชื่อมเส้นทางอันดามัน-อ่าวไทย ยกระดับ “น้ำพุร้อน” สู่สปาเวิลด์คลาส

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ดัน ระนอง จุดหมายนักท่องเที่ยว เชื่อมเส้นทางอันดามัน-อ่าวไทย ยกระดับ “น้ำพุร้อน” สู่สปาเวิลด์คลาส

Date Time: 22 ม.ค. 2567 18:36 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

ททท.ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว จ.ระนอง 7,000 ล้านบาท ในปี 2567 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 15% จ่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลาง รุกเพิ่มเที่ยวบิน สร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางรถเชื่อมโยงมาจากภูเก็ตและพังงา ดัน “ระนองมหานครแห่งน้ำแร่” สู่สปาเวิลด์คลาส กระจายรายได้สู่เมืองรอง สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น

Latest


ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ททท.วางเป้าหมายเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว จ.ระนอง ซึ่งเป็นเมืองรอง ให้ได้ 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีรายได้ 6,727 ล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวรวม 1.458 ล้านคนครั้ง เป็นชาวต่างชาติ 51,432 คน และนักท่องเที่ยวคนไทย 1.4 ล้านคน และในปี 2567 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ไม่ต่ำกว่าปี 2566 

ประเด็นสำคัญคือต้องเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ได้ 15% เพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น จากปีที่ผ่านมาเป็นคนไทยกว่า 96.5% ส่วนคนต่างชาติอยู่ที่ 3.5%

“ในปี 2566 การท่องเที่ยวของ จ.ระนอง เป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเกินกว่าเป้าที่วางไว้ 100% หรือเท่ากับปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ดีที่สุดก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด แต่ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 19.81% โดยในปี 2562 มีนักท่องเที่ยว 1.21 ล้านคน"

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยได้ในปี 2562 ที่ 282,322 คน กลับลดลงมาเหลือ 51,432 คน ในปี 2566 เนื่องจากปัญหาเที่ยวบินเข้า จ.ระนอง ลดลงจาก 4-5 เที่ยวบินต่อวัน เหลือเพียง 1-1.5 เที่ยวบินต่อวันเท่านั้น

ดังนั้น ททท.จึงวางแผนแก้ปัญหาเพื่อให้มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น โดยประสานกับกระทรวงคมนาคม ขณะที่ภาคเอกชน จ.ระนอง จะเสนอต่อที่ประชุม ครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่ จ.ระนอง ในครั้งนี้ด้วย พร้อมกันนั้น ททท.ได้จัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยมายัง จ.ระนอง ด้วย เช่น เชื่อมโยงการเดินทางจากภูเก็ต พังงา และต่อมาถึงระนอง และจากระนองไปชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ตามเส้นทางไทยแลนด์ริเวียร่า

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมมาเที่ยว จ.ระนอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจากตลาดระยะไกล เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อิตาลี แคนาดา และมีตลาดระยะใกล้บางส่วน เช่น จีน มาเลเซีย ที่ชอบจุดเด่นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวิถีชุมชน 

ขณะที่ ททท.จะเจาะตลาดใหม่เพิ่มในตะวันออกกลาง ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบกรีนซีซั่น ซึ่งเหมาะกับ จ.ระนองเป็นเมืองที่มีฝน 8 เดือน และแดด 4 เดือน โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังซื้อสูง และระยะเวลาพำนักนาน 19-20 วัน มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงที่สุด 99,000 บาทต่อคนต่อทริป อีกทั้ง ซาอุเดีย แอร์ไลน์ และริยาร์ด แอร์ ที่กำลังจะเปิดเที่ยวบินตรงมาภูเก็ต จะสามารถเชื่อมโยงมาเที่ยวระนองได้

นอกจากนี้ ททท. ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง ตามแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวระนอง” โดยมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในภูมิภาค (ใต้เที่ยวใต้) และเที่ยวข้ามภูมิภาค รวมถึงการกระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพื้นที่ ทั้งช่วง High Season และ Low Season ควบคู่กับกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วยการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวและสินค้าท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ 

โดยเฉพาะการนำเสนอความโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และความเป็น “ระนองมหานครแห่งน้ำแร่” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัด ผ่าน 13 แหล่ง แช่น้ำร้อน จังหวัดระนอง ได้แก่ บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน บ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง น้ำนอง ฮอทสปา ธาริน ฮอทสปริง ราชาวดีสปาและน้ำแร่ ทินิดี ฮอทสปริง น้ำใสเขาสวย รีสอร์ท บ้านในหมง โรงแรมกาญจน์ญาภา ฮอทสปริง Wellness Sports Club Ranong รัก ระนอง ฮอทสปริง สปา บ่อน้ำร้อนพรุหลุมพี และบ่อน้ำร้อนบ้านหาดยาย อ.ละอุ่น 

รวมทั้งผสมผสานการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว City Tour, ชุมชน และเกาะแก่งต่างๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดระนอง เป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไม่เหมือนใคร

“ระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยและสามารถจะผลักดันเป็น Wellness City ชั้นนำของโลกต่อไป ตลอดจนอานิสงส์ของการพัฒนาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน จากชุมพร-ระนองของรัฐบาล จะยิ่งทำให้จังหวัดระนองเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต เพราะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่เพื่อรองรับ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว”

ออกแบบ 7 เส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อน สร้างแบรนด์สู่ตลาดสากล 

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดระนอง พร้อมกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และคณะรัฐมนตรี เพื่อตรวจราชการที่จังหวัดระนอง ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดระนอง ในวันที่ 23 ม.ค. 2567 

ในโอกาสนี้จะได้ดูการบริหารจัดการบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นบ่อน้ำแร่ร้อนแหล่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีสารกำมะถันเจือปนอยู่เลย ทำให้ได้น้ำแร่ที่ใส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีน้ำแร่คุณภาพดี ได้มาตรฐานสากล อยู่ใจกลางเมืองท่ามกลางธรรมชาติรอบด้าน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุร้อน จำนวน 118 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 71 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 32 แห่ง ภาคกลาง 12 แห่ง และภาคตะวันออก 2 แห่ง การใช้ประโยชน์พื้นที่มีทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (แหล่งน้ำสาธารณะ) ของชุมชนหรือเมือง และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว 

อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ แห่ง ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติสูง หรืออยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีการเข้าถึงยาก ส่วนแหล่งน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองนั้นได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งแช่และอาบน้ำพุร้อนของเมือง รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดดึงดูดใจนักท่องเที่ยว

ยกระดับ “แหล่งน้ำพุร้อนไทย” สู่ Hot Spring Economy

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อไปว่า ได้มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยกระดับสู่ Spa Town แบบยุโรป หรือ Onsen Town แบบญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นเศรษฐกิจน้ำพุร้อน (Hot Spring Economy) ของไทยที่มีศักยภาพและสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรองที่รัฐบาลนี้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สามารถยกระดับให้เป็นเมืองหลักของการท่องเที่ยวให้ได้ อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นของประเทศไทยถือว่าพัฒนาหลังประเทศในยุโรป และญี่ปุ่นกว่า 1,000 ปี จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำโดยเร่งด่วน

“การพัฒนาจะต้องเชื่อมโยงร้อยเรียงแหล่งน้ำพุร้อนในจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ทั้งระบบเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อน หรือสายเวลเนส ในเบื้องต้นมอบหมายให้กรมการท่องเที่ยวออกแบบเป็น 7 เส้นทาง หรือ 7 Hot Springs or Wellness Routes เพื่อสร้างแบรนด์การตลาดสู่ตลาดสากล และกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง”

พร้อมกันนี้ จะต้องสร้างองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมาตรฐานสากลสอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ให้สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อไป ที่ขาดไม่ได้จะต้องทำการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดธุรกิจบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำพุร้อนธรรมชาติ และพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ให้มีความรู้และทักษะในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสามารถพัฒนา ต่อยอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนให้ได้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ