
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อประคองเศรษฐกิจ ในระหว่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 67 ยังไม่มีผลบังคับใช้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงให้หน่วยราชการที่มีงบลงทุนจะต้องเตรียมการลงทุนไว้ ซึ่งต้องเริ่มดำเนินการขบวนการจัดซื้อเตรียมไว้ เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณอนุมัติและมีผลบังคับใช้ สามารถลงนามในสัญญาได้ ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
“ถึงแม้งบประมาณรายจ่ายปี 67 ยังไม่มีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลัง ต้องหาแนวทางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ อะไรที่ทำได้ก่อน ทำได้เลย ไม่ต้องรอ เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลดภาษีสรรพสามิตและยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องดื่ม เช่น ไวน์ ที่ ครม.มีมติไป จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว และมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย โดยผลที่กลับมาคือทำให้กระทรวงการคลังสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นตามไปด้วย”
ส่วนผลการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 66 ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย.66 นั้น รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ 2.66 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 174,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 7%
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 67 ตั้งไว้ 3.48 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.53 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 717,722 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ 118,320 ล้านบาท ขณะที่กรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบ 67 ตั้งวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 258,985 ล้านบาท.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่