
รู้หรือไม่? ไม่ใช่เพียงภาคอุตสาหกรรม และการก่อสร้างเท่านั้น ที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ของวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย แต่ภาคบริการ เช่น สาขาการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการขายปลีก ก็เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจ ที่ปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด และยังเป็นตัวการสำคัญของการปลดปล่อยฝุ่นควัน PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของต่างประเทศ พบหลายๆ ประเทศทั่วโลก ได้เปลี่ยนบทบาทของ ผู้ร้ายที่ว่า มาสู่ ผู้เล่นสำคัญ ในการฝ่าวิกฤติฝุ่น PM 2.5 อย่างน่าสนใจ เช่น
ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ภาคบริการ นับเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของไทย ย้อนปี 2565 ภาคบริการ มีสัดส่วนสูงถึง 58.71% ของ GDP มูลค่ากว่า 10.2 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกอบการมากถึงกว่า 2.6 ล้านราย มีการจ้างงานกว่า 12.8 ล้านคน
ครอบคลุมธุรกิจหมวดใหญ่ๆ ถึง 15 สาขา เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น กิจกรรมการค้าส่ง-ค้าปลีก ตัวกลางจัดหาสินค้าจากภาคการผลิตทางเกษตรและอุตสาหกรรมสู่ผู้บริโภค กิจกรรมการขนส่ง และจัดเก็บสินค้า หรือ ธุรกิจโลจิสติกส์ กระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึง การขนส่งผู้โดยสาร ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนก็ด้วย
ท่ามกลางข้อมูลชวนตกใจ เกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากฝุ่น PM 2.5 ที่ประเทศไทยเผชิญในแต่ละปี โดยรายงานการติดตามสภาวะเศรษฐกิจไทยฉบับเดือนธันวาคม 2566 ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยประสบความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 6% ของ GDP จากผลกระทบของวิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 ต่อ สุขภาพของประชาชน และให้คำแนะนำว่า ไทยควรใช้มาตรการเก็บภาษีคาร์บอน หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ย้อนกลับมาที่ ภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤติฝุ่นควัน ได้แก่ สาขากิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับไทยถึงกว่า 2.93 แสนล้านบาท มีผู้ประกอบการกว่า 8.43 หมื่นราย มีการจ้างงานกว่า 6.41 แสนคน ครอบคลุมทั้งการวิจัยและพัฒนาเชิง ทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ ทางวิศวกรรมศาสตร์ กระทั่งกิจกรรมการให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจและผู้บริโภคอาจจำเป็นจะต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง รวมถึงอาจมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องบางส่วนสูงขึ้นกว่าปัจจุบันบ้าง แต่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อสุขภาพและอนาคต
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์