
คงไม่ตื่นเต้นเท่าไร หากจะรายงานว่า “ชาวจีน” เป็นลูกค้าที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยมากที่สุด โดยแต่ละปีมูลค่าครอบครองตามกฎหมาย (49% ต่อโครงการ) มีไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ยูนิต รองลงมาเป็นชาวรัสเซีย และ สหรัฐอเมริกา
เพราะภาวะแบบนี้เราได้ยินข่าวคุ้นชินกันมาสักพักอยู่แล้ว จากการซื้อง่าย-ขายคล่อง และอสังหาฯ ไทยเป็นที่หมายปองของต่างชาติ เพราะลงทุนได้ผลตอบแทนดี อีกทั้ง ปัจจุบันชาวต่างชาติจำนวนมาก ยังคงมีความต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยแบบระยะยาว ด้วยจุดเด่นที่เมืองไทยมีไม่เหมือนกัน จนขึ้นแท่นที่ว่า “ประเทศไทย คือ บ้านหลังที่ 2 ของชาวต่างชาติ”
แต่จะตกใจหรือไม่? หากจะรายงานว่า วันนี้ “ชาวพม่า” หรือเมียนมา สัญชาติของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับไทย กำลังขึ้นมาผงาด และมีบทบาทในตลาดอสังหาฯ ไทยอย่างน่าจับตามอง โดยไต่ลำดับขึ้นมาเป็นที่ 3 ในแง่มูลค่าแล้ว
ล่าสูด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยรายงานว่า 9 เดือนแรกของปี 2566 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ไทย รวมกันทั้งสิ้น 10,703 ยูนิต เพิ่มขึ้น 37.6% ขณะมูลค่าขยายตัวสูงถึง 52,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.6%
แต่จุดที่น่าสังเกต คือ พบว่านอกจากในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ผู้ซื้อสัญชาติพม่าจะผงาดขึ้นมามีบทบาทในอันดับ 7 แง่จำนวนหน่วยรับโอนฯ ที่ 347 ยูนิตแล้ว เจาะลึกในแง่มูลค่ารับโอนรวม พม่าก็ขยับสูงเป็นอันดับ 3 ด้วย มูลค่า 2,250 ล้านบาท
โดยชาวพม่านั้นมีการซื้อขนาดคอนโดฯ ห้องใหญ่ เฉลี่ย 51.4 ตร.ม./ยูนิต ที่มีราคาเฉลี่ย 6.5 ล้านบาท/ยูนิต สูงกว่าจีน รัสเซีย และสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี ยังเคยปรากฏข่าว CBRE บริษัทที่ปรึกษาอสังหาฯ ชั้นนำ ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ลูกค้าเอเชียได้เข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดอสังหาฯ ไทยอย่างมาก โดยลูกค้าที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ ตลาดผู้ซื้อชาวพม่า ซึ่งปี 2565 มีหลายรายที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท ตั้งแต่ระดับทั่วๆ ไป 5 ล้านบาท ไปจนถึงระดับราคา 100 ล้านบาทต่อยูนิต
ซึ่ง CBRE ยกให้ชาวพม่าเป็นลูกค้าพรีเมียมในตลาดคอนโดฯ ระดับลักชัวรี่ และ จำนวนหนึ่งมีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง อีกทั้งตามข้อมูลยังพบว่า มีชาวพม่า อีกหลายรายที่ให้ความสนใจห้องในระดับราคา 15-30 ล้านบาท ทั้งในทำเลลุมพินี สุขุมวิท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ทั้งในประเทศพม่า สิงคโปร์ และอยู่ในไทยอยู่แล้ว
เจาะความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ในวงการ ก็จะพบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีหลายรายพยายามขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติในตลาดคอนโดฯ ให้กว้างขึ้น หลังจากจีนยังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งพม่า หรือเมียนมา ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักๆ ในการไปโรดโชว์ หรือทำการตลาด
เช่น บมจ.อนันดา ผู้นำคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า ที่มีสต๊อกคอนโดฯ พร้อมขายจำนวนมากในทำเลดีๆ ก็มีการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และเอเจนต์ชั้นนำ เพื่อบุกตลาดลูกค้าชาวเมียนมา ร่วมกับการทำการตลาด จับลูกค้าจีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย ที่ให้ความสนใจคอนโดฯ ไทย ตามแนวรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ
เช่นเดียวกับ บมจ.แสนสิริ, บมจ.เอสซี แอสเสท ก็เผยว่า ลูกค้าพม่ากำลังมาแรงในการซื้อ-ขายคอนโดฯ ของบริษัทอย่างน่าสนใจ และกำลังทำการตลาดเพิ่มเติม
ขณะที่บิ๊กอสังหาฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ อรสิริน เผยว่า ขณะนี้ความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ฟื้นตัวได้ดี ซึ่งนอกจากลูกค้าหลักชาวจีนแล้ว ชาติอื่นๆ มีแนวโน้มเข้ามาซื้อโครงการอสังหาฯ เพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน เช่น พม่า รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลี และชาวต่างชาติโซนยุโรปด้วย
ทั้งนี้ REIC เผยว่า เมื่อปี 2565 ชาวพม่าได้ซื้อและโอนคอนโดฯ ไทยไปทั้งสิ้น 2,551 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.3% ของการโอนฯ ทั้งหมดในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ จนผลักดันให้ชาวพม่ามีมูลค่ารับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ สะสมปี 2565 ติดลำดับ 1 ใน 5 ทั้งๆ ที่หลายปีผ่านมา พม่าไม่เคยติด 1 ใน 10 อันดับแรกมาก่อนด้วยซ้ำ จึงเป็นคำถามชวนคิดต่อว่า ปัจจัยอะไร? ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างชาวพม่า ขยับเข้ามามีบทบาทในอสังหาฯ เทียบเคียงกับจีนได้มากเช่นนี้ ชวนติดตามกันต่อไป