
ต้องยอมรับว่า “การสร้างบ้านเอง” มีจุดเด่นกว่า “การซื้อบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรร” ตรงที่เราสามารถกำหนดงบประมาณ ร่วมออกแบบ ปรับแต่งไม่ซ้ำใคร และเลือกทำเลเองได้ จึงไม่แปลกที่ในแต่ละปี จะมี “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศ มูลค่านับแสนล้านบาท
โดยล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ประเมินว่า ปีนี้จะมีพื้นที่ปลูกสร้าง “บ้านเดี่ยว” ทั่วประเทศ ราว 26.80 ล้านตร.ม. มูลค่า 3.22 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นบ้านเดี่ยวที่สร้างเองถึงประมาณ 60% หรือ 16.80 ล้าน ตร.ม. มูลค่าราว 2.01 แสนล้านบาท อีก 40% เป็นบ้านเดี่ยวจัดสรร เจาะแค่ทำเลหลัก กทม.-ปริมณฑล ประมาณการมูลค่าบ้านเดี่ยวสร้างเอง มีมูลค่ามากถึง 3 หมื่นล้านบาท
ซึ่งเติบโตพร้อมๆ กับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปล่าทั่วประเทศ ที่ ณ สิ้น ก.ค. 2566 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2.29 แสนล้านบาท กระจุกตัวส่วนใหญ่อยู่ในทำเล กทม.และปริมณฑลเป็นหลัก
เจาะข้อมูลเกี่ยวกับ “สินเชื่อที่อยู่อาศัย” เพื่อการปลูกสร้างบ้าน 9 เดือนแรกของปี 2566 มีจำนวนบัญชีมากถึง 1.85 แสนบัญชี หรือคิดเป็นมูลค่าเงินมากกว่า 1.63 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าทั้งปีของปี 2565 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 1.55 แสนล้านบาท
โดยมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองที่สูงขึ้น ได้แรงขับเคลื่อนมาจากการปลูกสร้างบ้านราคาแพงระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไป ที่เติบโตสูงสวนทิศทางระดับราคาอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านสร้างเองที่มีสัดส่วนตลาด แบ่งออกเป็นตลาดของ “ธุรกิจรับสร้างบ้านครบวงจร” และที่เหลือเป็นของ “ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านทั่วไป” ในระยะข้างหน้า กำลังเจอกับความท้าทาย โดยเฉพาะปัจจัยของต้นทุนการก่อสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านและช่างรับเหมาต่างๆ ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นไปด้วย
ซึ่งราคาต้นทุนสร้างบ้านที่แพงขึ้น จะส่งผลให้ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน ชะลอ หรือเลื่อนการตัดสินใจออกไป ตลาดไม่เติบโตเหมือนที่คาดการณ์ไว้
ล่าสุด “โอฬาร จันทร์ภู่” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBA เผยว่า ปัจจุบันความต้องการปลูกสร้างบ้านของผู้บริโภคมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ยังขาดแรงจูงใจในแง่แรงกระตุ้น สนับสนุนจากภาครัฐ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่นัก
ทั้งนี้ มาตรการที่ทางสมาคมฯ มองว่าน่าจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อควรดำเนินการทั้ง “เร่ง” และ “ลด” ไปพร้อมกัน โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงมาตรการด้านภาษีต่างๆ ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริโภคที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง สามารถนำมูลค่าสร้างบ้านที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ตามเอกสารอากรแสตมป์ (อ.ส.4) นำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาในรอบภาษีปีถัดไปได้ ในอัตราลดหย่อนล้านละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ขณะเดียวกันก็ขอให้ “ลดข้อจำกัด” ในการประกอบธุรกิจ เช่น ลดอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับปลูกสร้างบ้าน เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีส่วนผลักดันให้ตลาดรับสร้างบ้านในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นจากมาตรการใหม่ๆ ที่จะออกมา
“การลดหย่อนภาษีจะช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภค และกระตุ้นตลาดให้ฟื้นกลับมาดีขึ้น และเชื่อมั่นว่าเป็นแนวทางที่เห็นผลเร็วที่สุด แม้ว่ากำลังซื้อส่วนใหญ่ในตลาดยังมีความกังวล แต่หากมีมาตรการของรัฐบาลออกมากระตุ้น และสร้างความเชื่อมั่น จะทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มเรียลดีมานด์ ที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง กล้าตัดสินใจมากขึ้น”