
“มาตรา 28” ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 หรือ “เงินนอกงบประมาณ” กลายเป็นที่พูดถึงมากขึ้น หลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าข้อกฎหมายดังกล่าว เป็นหนึ่งในแนวทางที่คณะรัฐมนตรี พิจารณาเป็นแหล่งเงิน ในการจัดทำโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยการกู้เงินจำนวนนี้ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเหมือนกับ พ.ร.บ.งบประมาณปกติ และไม่ถูกบันทึกเป็นหนี้สาธารณะ
ล่าสุด เศรษฐา ทวีสิน เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายรัฐบาลในการดูแลประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รัฐบาลมีความจำเป็นต้องขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณ โดยมีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 45% ของวงเงินงบประมาณในปีงบ 2567 และมีแผนจะปรับลดกรอบวงเงินดังกล่าวให้เท่ากับอัตราเดิมภายในปี 2570
สำหรับการขยายวงเงินตามมาตรา 28 นั้น จะต้องเสนอคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้
เงินนอกงบประมาณ ตามความหมายของกรมบัญชีกลาง หมายถึง เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการ นอกจากเงินงบประมาณรายจ่าย เงินรายได้แผ่นดิน เงินเบิกเกินส่งคืน และเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน
โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความคล่องตัวของการบริหารเงินนอกงบประมาณ เพื่อจัดหาบริการสาธารณะตามภารกิจของรัฐสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
การกำหนดกรอบวินัยการคลัง ตามมาตรา 28 มีขึ้นเพื่อควบคุมไม่ให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณเกินตัว โดยระบุว่า การที่รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดําเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ ให้กระทําได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย หรือการก่อวินาศกรรม โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่าย หรือการสูญเสียรายได้ในการดําเนินการนั้น
โดยภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายแก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ต้องมียอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการกําหนด
ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจะต้องจัดทำบัญชี สำหรับการดําเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ได้รับมอบหมายแยกต่างหากจากบัญชีการดําเนินงานทั่วไป พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการดําเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ทั้งนี้ อัตราเพดานหนี้ที่รัฐบาลต้องชดเชยให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในการดำเนินกิจกรรมของรัฐบาล ตามมาตรา 28 มีการแก้ไขมาแล้วสองครั้ง นับตั้งแต่มีการเริ่มใช้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ปี 2561โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ได้กำหนดอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐต้องชดเชย ตามมาตรา 28 ไว้ที่ 30%
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง มีมติปรับเพิ่มอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐต้องชดเชย ตามมาตรา 28 จาก 30% เป็น 35% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง มีมติปรับลดอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐต้องชดเชย ตามมาตรา 28 จาก 35% เป็น 32% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป