
รายงานจาก U.S. News & World Report 2565 ล่าสุดระบุ ว่า ประเทศไทย ติดในอันดับ 3 ของโลก สำหรับประเทศที่น่าเริ่มต้นธุรกิจ และอันดับที่ 19 ของโลก ด้านประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการทำงาน
ซึ่งนอกจากแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันสวยงาม วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และอาหารรสชาติอร่อยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยยังมีความโดดเด่นอีกหลายๆ ด้าน ล้วนดึงดูดให้ชาวต่างชาติ มาเยี่ยมเยือนและอยู่พักอาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อค้นดูสถิติจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประเทศไทย พบว่า ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 3.7 ล้านคนในปี 2557 เป็น 4.9 ล้านคนในปี 2561 และมีแนวโน้มเพิ่มทุกปี
ข้อมูลดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยยอดเงินโอนเพื่อซื้ออาคารชุดไทยจากชาวต่างชาติ ที่พุ่งสูงขึ้นหลังการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 63,197 ล้านบาท
นอกจากนี้หลังจากที่ รัฐบาลไทยได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ทำให้ชาวต่างชาติที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดจะสามารถซื้อและเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้ โดยต่างชาติที่มีเงินโอนสูงสุด ได้แก่
“ละเอียด โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ให้มุมมองว่า การเข้ามาลงทุนในอสังหาฯ ไทยของต่างชาติ หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเป็นเพราะต่างชาติได้เล็งเห็นถึงข้อดีของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพื่ออยู่อาศัยในระยะยาวมากขึ้น
ขณะผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญถึงการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อกายและใจให้ตัวเองและครอบครัว ซึ่งกรุงเทพฯ สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเพราะการที่เรามีระบบสาธารณะที่ครอบคลุม ใกล้ตัว และคุณภาพสูง เช่น สถานพยาบาลและสถานศึกษาที่ล้วนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการบริการที่ได้รับ และเหมาะกับการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยที่น่าดึงดูดสำหรับชาวต่างชาติ และยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มี 5 ปัจจัยหลักที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน และเลือกให้เป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา ดังต่อไปนี้
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ และค่ารักษาถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์และการบริการด้านการดูแลรักษาระดับโลก อีกทั้งประเทศไทยมีค่ารักษาพยาบาลที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ในการผ่าตัดเฉพาะทาง เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด การทำบายพาสหัวใจ การผ่าตัดมดลูก การทำเลสิก การทำรากฟันเทียม และการปลูกถ่ายเต้านม ฯลฯ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ค่ารักษาโรคต่างๆ ในไทยมีราคาถูกกว่าประเทศแถบยุโรปถึง 30% และสหรัฐอเมริกากว่า 70%
โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ หลากหลายภาษา และค่าเทอมถูก
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาแบบนานาชาติได้กว่า 80 แห่ง โดยเป็นหลักสูตรมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ในเรื่องภาษา โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษกว่า 90% ตามด้วยภาษาไทย 8% ภาษาจีน 8% ญี่ปุ่น เยอรมัน และอื่นๆ 1% อีกปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีอัตราเฉลี่ยด้านค่าเล่าเรียนเป็นลำดับที่ 14 ของภูมิภาค เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในเอเชีย โดยราคาเฉลี่ยของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ 485,122 บาท กรุงเทพฯ จึงถือเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการศึกษาของบุตรหลานชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยคุณภาพระดับมาตรฐานสากลในราคาย่อมเยากว่าประเทศอื่นในเอเชีย
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือวีซ่าระยะยาว (LTR)
หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศใช้วีซ่าแบบใหม่เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ Long-term Residence VISA (LTR) จึงได้ถูกประกาศใช้เพื่ออนุญาตให้ชาวต่างชาติกลุ่มที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้ามาพำนักในไทยได้ 4 กลุ่ม ได้แก่
โดยวีซ่า LTR รูปแบบใหม่นี้ ชาวต่างชาติจะได้สิทธิ์ในการทำวีซ่าเป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อพำนักในประเทศไทย (การยื่นครั้งแรกจะได้สิทธิ์ 5 ปี สามารถขยายเวลาต่อได้อีก 5 ปี หากมีคุณสมบัติครบถ้วน) รวมถึงช่วยเอื้อผลประโยชน์ในด้านภาษี 17% สำหรับผู้ชำนาญการ และการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศ
ดังนั้นการอนุมัติวีซ่าดังกล่าวจะเพิ่มความสนใจจากกลุ่มบุคคลต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ให้เข้ามาทำงาน อยู่อาศัย และลงทุนซื้ออสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน
คุณภาพชีวิต และค่าครองชีพเหมาะในสายตาต่างชาติ
Holidu บริษัทผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ในปี 2564-65 พบว่า กรุงเทพฯ ครองตำแหน่งสูงสุดในการเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับ ‘workation’ (work + vacation) หรือเมืองที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวที่สุดในโลก
เนื่องจากกรุงเทพฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่หลากหลาย ค่าครองชีพที่เอื้อมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกคุณภาพสูง คนในเมืองจำนวนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญ และกรุงเทพฯ ยังมีสำนักงานของบริษัทต่างชาติหลายแห่งในเมืองอีกด้วย
ขณะเดียวกันยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง เชียงใหม่ หัวหิน ภูเก็ต และหมู่เกาะอันงดงามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในราคาถูกแต่บริการชั้นยอด ดังนั้นกรุงเทพฯ จึงถือเป็นแหล่งรวมของชาวต่างชาติและผู้เกษียณอายุที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
ทำเลทอง
สำหรับชาวต่างชาติแล้วคงไม่มีที่ไหนน่าลงทุนในที่อยู่อาศัยมากไปกว่ากรุงเทพฯ ที่พร้อมด้วยความคุ้มค่าของการอยู่อาศัย ใกล้สวนสาธารณะกลางเมือง วิวอันสวยงาม การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกด้าน ซึ่งอาจนำไปสู่มูลค่าการขายต่อที่สูงขึ้น
โดยหากเจาะลึกด้านทำเลทองแล้ว นักลงทุนต่างชาติอาจมองเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้จากค่าเช่าที่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือตั้งอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง
รายงานของ Knight Frank พบว่าที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ที่ติดสวนสาธารณะ และมีทิวทัศน์น่าดึงดูดจะเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีวิวสวนสาธารณะหลักของเมือง จะมีราคาโดยเฉลี่ยสูงกว่า
ทั้งนี้ โครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมทุนระหว่างบมจ.ดุสิตธานีและบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มูลค่าโครงการรวม 46,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการบนพื้นที่ 23 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนสีลม ตรงข้ามสวนลุมพินี สุดยอดทำเลดีที่สุด ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ในโครงการประกอบด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงานและศูนย์การค้า โดยมีรูฟพาร์ค–สวนสาธารณะบนชั้นดาดฟ้าเป็นพื้นที่สีเขียวพิเศษขนาดใหญ่ 7 ไร่ ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณปี 2568