
วิกฤติ “หนี้ครัวเรือนไทย” นับเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน และไม่ควรมองข้าม โดยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ล่าสุด ระบุ หนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาคู่สังคมไทยที่หลายคนคงคุ้นหูกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าถามว่าปัญหาหนี้ของบ้านเราน่ากังวลหรือไม่ อาจตอบได้ จาก 2 คำถามสำคัญ ดังนี้
โดยจากปี 2560 ถึง 2565 สัดส่วนคนไทยที่มีหนี้เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 37% ของประชากรไทย ซึ่ง 57% ของคนไทยที่มีหนี้ พบว่า มีหนี้เกิน 100,000 บาท มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 520,000 บาท และในภาพรวมมูลค่าหนี้ของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
อีกทั้งยังพบว่า คนไทยมีบัญชีหนี้หลายบัญชี โดย 32% ของคนไทย มีหนี้ 4 บัญชีขึ้นไป เช่น สมชายมีหนี้บัตรเครดิต 3 ใบ หนี้รถ 1 คัน และสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 1 บัญชี รวมเป็น 5 บัญชี แต่โดยเฉลี่ยจะเป็นหนี้ 3 บัญชีต่อคน จากสามมิติของข้อมูลหนี้ดังกล่าว บ่งชี้ ว่า คนไทยมีหนี้ “เยอะ” อย่างชัดเจน
นำมาซึ่งคำถาม หนี้ประเทศไทย เหมือนหรือต่างจากประเทศอื่นๆ อย่างไร โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทย ที่สูงถึง 90% หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) คล้ายกับประเทศไทย โดยตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นมาก เช่น มาเลเซียอยู่ที่ 73.1% จีน 61.6% และสิงคโปร์ 58.3% (ข้อมูลในปี 2564)
ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยก็สูงพอๆ กับประเทศพัฒนาแล้ว (advanced economies) เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยยังขยายตัวเร็วกว่าหลายประเทศอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นถึง 55% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อแบ่งสัดส่วนของหนี้ เป็น 2 ประเภทกว้างๆ ได้แก่ ...
“หนี้ที่ให้ความสุขสบายในวันนี้ แต่มักไม่ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต เพราะส่วนใหญ่เป็นของที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค หนี้จากการจับจ่ายซื้อของที่เกินฐานะ"
“หนี้ที่ช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างอนาคต สร้างอาชีพ หรือความมั่นคงระยะยาว เช่น หนี้เพื่อการศึกษา หนี้ซื้อบ้าน หนี้เพื่อซื้ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ”
ในชุดข้อมูลดังกล่าว พบว่า 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดของไทย อาจเป็นสินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้ ประกอบด้วย
ขณะที่หนี้ที่สามารถสร้างรายได้หรือความมั่งคั่งอย่างหนี้เพื่อธุรกิจและหนี้บ้าน กลับมีสัดส่วนจำนวนบัญชีเพียงอย่างละ 4% เท่านั้นจากบัญชีทั้งหมด
ถึงแม้เมื่อดูเป็นสัดส่วนมูลค่าหนี้แล้ว หนี้บ้านจะคิดเป็น 35% ของมูลค่าหนี้รวมทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ใกล้เคียงกับไทย จะเห็นได้ว่ามูลค่าหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านั้นเป็นหนี้บ้าน
ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์หนี้ของคนไทยค่อนข้างน่ากังวล เนื่องจากบัญชีหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อาจไม่สร้างรายได้ โดย ระยะผ่อนสั้น แต่ดอกเบี้ยสูง ทำให้มีภาระผ่อนต่อเดือนที่สูง ในขณะเดียวกัน ข้อมูลยังอาจสะท้อนได้อีกว่าคนไทยมีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็น เช่น สินเชื่อบ้าน
จากข้อมูลยังพบว่า คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานมีหนี้เร็วขึ้นและเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนมีหนี้เสียสูงที่สุด 1 ใน 2 ของคนรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงานจะเริ่มมีหนี้สินกันแล้ว และสัดส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
คนไทยมีปัญหาหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยกลุ่มวัยเริ่มทำงานมีสัดส่วนการใช้สินเชื่อที่อาจไม่สร้างรายได้สูงที่สุด และมีสัดส่วนผู้กู้ที่มีหนี้เสียสูงที่สุดด้วยถึง 1 ใน 4
เช่นเดียวกับ เกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เป็นสองกลุ่มที่มีสถานการณ์หนี้น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน โดยเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มต่างๆ พบว่าเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเป็นสองกลุ่มผู้กู้ที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้สูง โดยเฉลี่ย 12 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอยู่ที่ 34% และ 41% ตามลำดับ ซึ่งแสดงว่าหนี้ที่มีอาจเกินกำลังจะจ่ายไหว ทำให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเป็นสองกลุ่มสำคัญที่ปัญหาหนี้อยู่ในระดับที่น่ากังวล
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้เราเข้าใจได้ว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะหนี้ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่อาจไม่สร้างรายได้ และไปอยู่กับกลุ่มผู้กู้ที่มีปัญหาด้านความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ เช่น เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ที่มีจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีหนี้เร็วและมีปัญหาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อและเงินทุนในอนาคตทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมในระยะยาว