
ย้อนไป นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็น 1 ในนโยบายด้านคมนาคมของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้เมื่อครั้งหาเสียง อย่างที่ให้ความหวังคนกรุงไว้สูงสุด
เนื่องจากเป็นปัญหาที่คน กทม.จำใจต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงลิ่วมาเป็นเวลานาน กระทบต่อค่าครองชีพรายวัน บางวันเดินทางไป-กลับ ระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารถไฟฟ้ามากกว่า 100 บาท อีกทั้งมีค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน ไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ จนมีคำถามว่า มีหนทางไหนบ้าง? ที่สามารถทำให้ค่าเดินทางรถไฟฟ้าถูกลง และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ
โดยในครั้งนั้น พรรคเพื่อไทย ประกาศว่า ทันทีที่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล เตรียมจะผลักดันนโยบาย “รถไฟฟ้า กทม.” 20 บาทตลอดสาย ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้โดยสาร
หลังจากมองว่า การเดินทางเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อช่วยให้ประชาชนประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ชีวิตของประชาชนสะดวกสบายขึ้น
อีกทั้งการเดินทางด้วยระบบราง ถือเป็นการเดินทางที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนี้ โดยให้คำมั่นว่า จะเร่งเจรจากับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายคือค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ คือ 20 บาทตลอดสาย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคนกรุงอาจต้องฝันค้าง เนื่องจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถูกปัดตก ไม่ได้บรรจุอยู่ในนโยบายชุดใหญ่ที่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน จะแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 11 กันยายนนี้
ขณะที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นนโยบายเร่งด่วนก็จริง แต่ต้องใช้เวลาเจรจา เพราะมีหลายหน่วยงาน และรถไฟฟ้ามีหลายสี แต่ละสีมีระยะสัมปทานที่แตกต่างกัน ปลายทางอาจต้องใช้ระยะเวลานาน 2 ปี ถึงจะผลักดันได้
เนื่องจากต้องการผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ร่วมด้วย กรณีนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีอยู่แล้ว แต่บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอส) ไม่มี ก็ต้องจำเป็นต้องมีการเจรจากับบีทีเอสให้ติดตั้งระบบนี้ด้วย ซึ่งอาจต้องใช้งบ 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ “เศรษฐา ทวีสิน” ระบุ รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายรถไฟฟ้า เราจะทำทันที เริ่มดูแลทันที ผ่านการเอาระบบขนส่งทางรางทั้งหมด มาเชื่อมต่อให้เป็นรูปธรรมและเป็นบัตรใบเดียว ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเท่าไร ย่อมมีผลต่อระยะเวลาที่จะได้เห็นนโยบายดังกล่าว
จากคำกล่าวข้างต้น กลายเป็นความงุนงงในหมู่คนใช้รถไฟฟ้าว่า สรุปนโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เมื่อไร อย่างไร กับความฝันที่วาดเอาไว้อย่างหวือหวา หรือจะเป็นเพียงวาทศิลป์ เพื่อซื้อใจแค่ตอนหาเสียงเท่านั้น
ล่าสุด ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร ออกมาให้ความเห็นต่อความเป็นไปได้ของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พร้อมกับตั้งคำถาม นโยบายสำคัญเช่นนี้รัฐบาลจะทำได้ หรือจะล้มเหลวเหมือนในอดีต?
ดร.สามารถ ระบุว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงกับชาวกรุงเทพฯ ว่า จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยไม่บอกรายละเอียดว่านั่งรถไฟฟ้าได้สายเดียว หรือหลายสาย มีวิธีการทำอย่างไร
ทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล เข้าใจกันว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว คงจะได้นั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในไม่นาน แต่จากคำชี้แจงจากทั้งนายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ต้องยอมรับว่าผิดหวัง จากคำกล่าวที่คนกรุงอาจต้องรออีก 2 ปี ทั้งที่บอกว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน
ดร.สามารถ ยังกล่าวว่า ไม่อยากให้เรื่องนี้ล้มเหลวเหมือนในอดีต ที่รัฐบาลไม่สามารถทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลงได้
เช่น เมื่อครั้งปี 2547 รัฐบาลในขณะนั้น อยากจะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าลดลงเหลือ 15 บาทตลอดสาย มีแนวคิดที่จะซื้อสัมปทานคืน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก สุดท้ายก็ล้มเหลว
หรือเมื่อช่วงปี 2554 ตอนหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยประกาศว่า จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่พอได้เป็นรัฐบาลกลับไม่ทำ โดยครั้งนั้น หากจำกันได้ คนของรัฐบาลบอกแค่ว่า รอให้ก่อสร้างรถไฟฟ้าครบ 10 สายก่อน
ทั้งนี้ ดร.สามารถ วิเคราะห์เชิงลึกถึงความเป็นไปได้ของนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่า เบื้องต้นประเมินว่า สามารถทำได้จริง ถ้ารัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้เดินรถไฟฟ้า อันประกอบด้วยบริษัท
ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ตามด้วยบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามลำดับ ก่อนจะหาเสียงด้วยนโยบายนี้ หากมีการเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้ไว้ก่อน ก็จะสามารถทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้โดยเร็ว ไม่ใช่ให้รอถึง 2 ปี
ผลต่างของรายได้ทั้ง 2 ข้อดังกล่าวข้างต้น คือรายได้ที่ผู้เดินรถไฟฟ้าได้รับน้อยลง นั่นคือเงินชดเชยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้เขา
ซึ่งถ้าต้องการให้นโยบายนี้สำเร็จโดยด่วน กระทรวงคมนาคมสามารถหาข้อมูลดังกล่าวได้ทันที ผมมั่นใจว่าถ้ารัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เดินรถไฟฟ้า รัฐบาลจะได้รับความร่วมมืออย่างดี ดังนั้นการบอกให้รอถึง 2 ปี จึงเป็นข้ออ้างที่ยากจะเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะให้เสนอแนะต่อรัฐบาล เพื่อทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลสามารถใช้รถไฟฟ้าได้มากขึ้นให้คุ้มค่ากับเงินลงทุน และเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารประหยัดค่าเดินทาง
อยากขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้นโยบาย “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 50 บาท ทั้งวัน ทุกสาย ไม่อั้น” นั่นหมายความว่า ผู้โดยสารจ่ายเพียง 50 บาท จะขึ้นลงรถไฟฟ้าสายไหน สีไหน กี่เที่ยวก็ได้ภายใน 1 วัน ถ้าใช้รถไฟฟ้า 2 เที่ยวต่อวัน ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยว 25 บาท ถ้าใช้รถไฟฟ้า 4 เที่ยวต่อวัน ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวเหลือเพียง 12.50 บาทเท่านั้น โดยผู้โดยสารรถไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อตั๋วที่เหมาะสมกับตน หากเห็นว่าตั๋ว 50 บาท ทั้งวัน ถูกกว่า ก็ซื้อตั๋วนี้ หากเห็นว่าตั๋วเที่ยวเดียวถูกกว่า ก็ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว
แต่ทั้งนี้ คงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเจรจากับผู้เดินรถไฟฟ้าทุกราย ให้ยอมรับอัตราค่าโดยสารนี้ โดยรัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างรายได้จากค่าโดยสารให้ จากการประเมินพบว่า รัฐบาลจะต้องชดเชยส่วนต่างในปีแรกที่ใช้อัตราค่าโดยสารนี้ประมาณ 7,500 ล้านบาท เงินชดเชยนี้จะลดลงเมื่อมีผู้โดยสารใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
นโยบาย “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 50 บาท ทั้งวัน ทุกสาย ไม่อั้น” จะช่วยประหยัดเวลาเดินทาง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และลดมลพิษโดยเฉพาะ PM 2.5 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเงินที่รัฐบาลจะต้องชดเชยให้ผู้เดินรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน