
แม้ก่อนหน้าคาดการณ์จากหลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจ มองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2566 จะฟื้นตัวดีกว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย เพราะนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น จะช่วยให้คนในภาคท่องเที่ยวและบริการ มีกำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
อีกทั้งการจัดตั้งรัฐบาลที่แล้วเสร็จ และเตรียมที่จะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมา ก็ถูกคาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้ปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนมีแนวโน้มว่ารัฐบาลชุดใหม่ เตรียมลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน และช่วยพักหนี้ให้เกษตรกร ยิ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดีขึ้น จนผลักดันให้ GDP ไทยปีนี้ น่าจะเติบโตได้มากกว่า 3%
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ดังกล่าวถูกลดแนวโน้มลงเรื่อยๆ อีกทั้งล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งออกมายอมรับว่า GDP ไทย ไตรมาส 2 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้ ธปท. ทบทวนเป้าหมาย GDP ไทยปีนี้อีกครั้ง
เจาะในมุมมองของศูนย์วิจัยกรุงศรี พบได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยแล้วเช่นกัน โดยประเมินว่า ปีนี้ GDP จะขยายตัวที่ 2.8% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้มากถึง 3.3%
โดยวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยว่า เป็นผลมาจาก GDP ไตรมาส 2/2566 ที่เติบโตเพียง 1.8% (ต่ำกว่าที่วิจัยกรุงศรีคาดไว้ที่ +2.7%) ประกอบกับภาคส่งออกอ่อนแอกว่าคาด
ประเมินส่งออกไทยปีนี้ อาจหดตัว 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 0.5% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน มีการฟื้นตัวช้า ลามภาพรวมการส่งออกไทย ติดลบมาแล้ว 10 เดือน
โดยช่วงที่ผ่านมา จีนที่ได้ทยอยออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจออกมาเรื่อยๆ เช่น
แต่ทั้งหมดไม่เป็นผลมากนัก เพราะความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก พบดัชนี PMI ภาคการผลิตรายใหญ่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 49.7 และที่สำคัญดัชนีภาคการบริการลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ 51.0
ทั้งหมดสะท้อนความอ่อนแอของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางการแผ่วลงของแรงส่งจากการเปิดประเทศ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คาด กนง.ชะลอขึ้นดอกเบี้ย พยุงเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยที่อ่อนแอ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้น้อยกว่าที่เคยคาดไว้ นอกจากนี้ การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้า ยังจะกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ ให้ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมอีกด้วย
"เศรษฐกิจไทยแม้มีทิศทางฟื้นตัว แต่ยังเติบโตได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่อ่อนแอ การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้า รวมถึงผลกระทบจากภัยแล้ง และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น (ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูง) อาจเป็นข้อจำกัดของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้"
จากความเสี่ยงข้างต้น วิจัยกรุงศรีฯ จึงยังคงมุมมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย ในรอบการประชุมเดือนกันยายน และคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 9 ปี ตลอดในช่วงที่เหลือของปี เพื่อสนับสนุนให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความต่อเนื่อง