
ปรากฏการณ์ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ป้ายแดง จ่อควบตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เจ้าของอำนาจ ด้านการใช้จ่ายงบประมาณ จัดเก็บรายได้รัฐ และยังมีบทบาท ในการออกมาตรการ การเงิน การคลัง รวมถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ของประเทศ ถูกมองจะทำให้การผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น เพราะเจ้าของนโยบาย และมีอำนาจสูงสุด นั่งเก้าอี้กำกับเสียเอง
เช่นเดียวกับมิติความสำคัญ ของการเดินสาย ลงพื้นที่พบปะประชาชนเป็นครั้งแรก ช่วง 25-26 ส.ค. นี้ โดย “เศรษฐา” ยกจังหวัดภูเก็ต และพังงา เป็น 2 จังหวัดนำร่อง เพื่อฝ่าวงล้อม พูดคุยกับ ผู้ประกอบการภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภูเก็ต หารายได้เข้าประเทศ ก่อนเจอกับเอกชนจังหวัดพังงา ปลุกการท่องเที่ยว Wellness เชิงสุขภาพ ในพื้นที่ฝั่งอันดามัน
นับเป็นมิติความสำคัญทางเศรษฐกิจยกแรกของรัฐบาลเพื่อไทย หลังนายกฯ คนใหม่ ประกาศว่า จะรุกหนักในเรื่องการท่องเที่ยว ลุยปรับโฉมสนามบินทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเตรียมยกระดับ สนามบินภูเก็ต ให้เป็นสนามบินนานาชาติชั้นเยี่ยม
สำหรับจังหวัดภูเก็ต เรียกว่า เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับ TOP ของประเทศไทย ฉายาไข่มุกแห่งอันดามัน ที่มีความหมายต่อ GDP ไทยอย่างมาก ย้อนไปช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีรายงานว่า “ภูเก็ต” มีรายได้จากการท่องเที่ยว สูงถึง 4.4 แสนล้านบาท (สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ) ทำให้มูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต หรือ GDP ขยับสูงถึง 2.51 แสนล้านบาท หรือเป็นรายได้ต่อหัวประชากร 428,351 บาท/คน/ปี
ขณะช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิดทั่วโลก จนดึงภูเก็ต ให้ลงสู่จุดต่ำสุด กลายเป็นเมืองเงียบเหงา ที่เอกชน พ่อค้า-แม่ค้า ผู้ประกอบการโรงแรม เรื่อยไปจนถึงร้านอาหารทั่วเกาะ พากันเกิดวิกฤติทางรายได้ฉับพลัน เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป แต่นั่นก็เป็นหลุมดำเพียงชั่วคราว
เพราะทันทีที่เมื่อปี 2564 ประเทศไทย เปิดก้าวแรกของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ชูความปลอดภัยของโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ ทำให้ภูเก็ต เป็นที่นิยม และกลับมาผงาดอย่างสวยงาม ในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้อีกครั้ง
ส่งผล ปี 2565 ภูเก็ต มีนักท่องเที่ยวกลับมา 4.83 ล้านคน สร้างรายได้คืนมา 166,770 ล้านบาท จนถึงปัจจุบัน ความคึกคักเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังเปลี่ยนแปลงหลายๆ แง่ ภายใต้ความหวังของภาคเอกชนในพื้นที่ ว่าการท่องเที่ยวของภูเก็ตจะกลับมาฟื้นตัว 100% อย่างแน่นอนในปี 2567 กับนักท่องเที่ยวที่จะแตะที่ 14 ล้านคน และรายได้จะทะลุ 4.4 แสนล้านบาทอย่างที่เคยทำได้
ขณะในแง่แผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ต (อ้างอิงข้อมูล สว.พลเดช ปิ่นประทีป) ต้องบอกว่า ภูเก็ตวางยุทธศาสตร์ไว้ 10 ด้านอย่างน่าสนใจ โดยใช้หลัก “การท่องเที่ยวเป็นใหญ่” ได้แก่
จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดล้วนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดภูเก็ตเอง และผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศด้วย เพราะเป็นตลาดท่องเที่ยวระดับบน นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายต่อหัวสูง อีกทั้งด้วยความเป็น "เมดิคัลฮับ" ยิ่งดึงดูดให้ชาวต่างชาติ เข้ามาปักหลักอยู่อาศัยระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติวัยเกษียณ เกิดชุมชน คอมมูนิตี้ชาวต่างชาติอยู่ทั่วเกาะ สร้างความคึกคัก และเงินสะพัดให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก
ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต คาดว่า ปีนี้ภูเก็ตจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท ตลาดเป้าหมายหลัก ยังเป็น จีน รัสเซีย อินเดีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และยุโรป
ย้อนไป เมื่อครั้ง “เศรษฐา ทวีสิน” เดินสายหาเสียงจังหวัดภูเก็ต ได้ประกาศว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ดันให้ “ภูเก็ต” เป็นเมืองท่องเที่ยวสมบูรณ์แบบและเป็นเมืองที่ตะวันไม่ตกดิน ซึ่งหมายถึง สถานที่ท่องเที่ยว จะสามารถเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เนื่องจาก จังหวัดภูเก็ต สร้างรายได้ให้กับประเทศรายปี นับหลายแสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับ ภูเก็ต ทำให้ประชาชนอีกหลายจังหวัดมีชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเอ่ยว่า ... ภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และสัญญาว่าจะผลักดัน ให้ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยว เทียบเมืองชื่อดังระดับโลกอย่างแท้จริง
ลึกลงไป ครั้งนั้น เพื่อไทย ยังระบุว่า น่าเสียดายที่รายได้ต่อหัวประชากรภูเก็ตไม่ได้เติบโตสูงอย่างที่ควรจะเป็น โดยเพื่อไทยมีมาตรการหลายมาตรการ ที่จะทำให้คนภูเก็ตสามารถหารายได้จากการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น 4 เท่า ภายใน 4 ปี
นับเป็นคำสัญญา ชวนจับตา ถึงแนวทางที่รัฐบาลใหม่จะผลักดัน เพราะเมื่อไร เดินหน้าได้จริง ตามโปรโมต ในหลายแง่ๆ โดยเฉพาะการประกาศว่า จะเปิดฟรีให้กับสถานบันเทิง เปิดบริการได้ 24 ชั่วโมง ก็อาจทำให้เมืองท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแห่งนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และคงสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่จากเกมบูสต์เศรษฐกิจยกแรกผ่านภาคการท่องเที่ยวในเมืองสำคัญระดับโลก...