
สศช.หั่นจีดีพีปี 66 เหลือ 2.5–3.0% จากเดิม 2.7–3.7% เพราะส่งออกติดลบต่อเนื่องจนลามภาคการผลิตอุตสาหกรรม ขณะที่การเบิกจ่ายงบปี 67 ล่าช้ามากกว่า 6 เดือน ส่วนจีดีพี ไตรมาส 2 โตเพียง 1.8% แนะรัฐบาลใหม่ สร้างเศรษฐกิจเติบโตแบบ มีเสถียรภาพ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด ระวังปัญหาเศรษฐกิจจีน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2 ปี 66 ว่า ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสแรกปี 66 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ขยายตัวจากไตรมาสแรก 0.2% รวมครึ่งแรกปี 66 ขยายตัว 2.2% ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 66 คาดขยายตัว 2.5-3.0% มีค่ากลาง 2.75% ลดจากเดิมที่คาดขยายตัว 2.7-3.7% มีค่ากลางที่ 3.2% เพราะการส่งออกมีปัญหา ประกอบกับการเบิกจ่าย งบประมาณ 67 ล่าช้าจากปกติ ส่งผลต่องบประมาณภาครัฐที่ปกติเริ่มเบิกจ่ายเดือน ต.ค. โดยเฉพาะงบลงทุน ล่าสุดคาดว่าปีงบประมาณ 67 จะลงสู่ระบบไตรมาส 2 ของปี 67 หลังจากที่งบประมาณปี 67 เริ่มบังคับใช้ได้เดือน เม.ย.67 เป็นต้นไป หรือล่าช้าออกไปเกินกว่า 6 เดือน
“เศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ขยายตัวแค่ 1.8% มาจากการส่งออกมูลค่าลดลง 5.6% ติดลบต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลง 5.4% การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 4.1% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 การอุปโภคภาครัฐลดลง 4.3% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 7.8%”
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปี 66 คาดขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศได้ 28 ล้านคน แต่ปรับรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติลงจากเดิม 1.27 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท เพราะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่สูงมาก โดยธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) รายงานการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 37,000 บาทต่อคนต่อทริป น้อยกว่าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดที่ 55,000 บาทต่อคน ต่อทริป สำหรับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆ ในปี 66 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 5% มูลค่านำเข้าสินค้าลดลง 1.1% ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 1.2% ของจีดีพี และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7-2.2%
นายดนุชากล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจแบบมีเสถียรภาพ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ภาคการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงด้วย ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องขยายตลาด และเพิ่มการส่งออกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมชิปต้นน้ำ เพื่อเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ
“การบริหารเศรษฐกิจระยะต่อไป ต้องให้ความ สำคัญกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะตอนนี้ เศรษฐกิจจีนมีปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคการเงิน ยังไม่มีข้อมูลมากนักว่า จะลามไปเป็นวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้ อีกทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและไต้หวัน หากปะทุก็มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อให้มีเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้นรองรับ กับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า”
เลขา สศช.กล่าวว่า ขณะนี้การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมีความสำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาภายนอกมากน้อยขนาดไหน เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลของเศรษฐกิจจีนมีน้อย ทำให้วิเคราะห์ยาก และจีนไม่เคยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาก่อน หากรอบนี้เป็นวิกฤติ ไม่รู้ว่าจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ขณะนี้ เห็นเฉพาะภาคอสังหาฯ และ Shadow Banking หรือธนาคารเงาของจีนที่เกิดวิกฤติ แต่ไม่รู้ว่าปัญหา ลึกขนาดไหน.