
Knight Frank’s the Wealth Report รายงานว่า ในช่วงปี 2559 –2566 มีจำนวนคนไทยที่ร่ำรวย มั่งคั่งสูง หรือเรียกว่า High Net Worth เพิ่มขึ้น เฉลี่ยมากถึงปีละ 10% อีกทั้งยังคาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 จะมีคนกลุ่มนี้ แตะระดับ 1.6 แสนคนในประเทศ
นี่จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ ขณะการแข่งขันของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยพบปัจจุบัน มีโรงเรียนนานาชาติ ทยอยเปิดใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก และปริมณฑล อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง จังหวัดเป้าหมายเบอร์ต้น ของการอยู่อาศัยในกลุ่มคนต่างชาติด้วย
สอดคล้องข้อมูลของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ EIC ที่ระบุว่า โรงเรียนนานาชาติ เป็นหนึ่งทางเลือก ที่ผู้ปกครองกลุ่มมีเงิน ต้องการส่งบุตรหลานเข้าไปศึกษาเล่าเรียน ขณะตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีจำนวนโรงเรียนนานาชาติในเพิ่มขึ้นปีละ 5%
จนผลักดันให้ธุรกิจนี้ มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดสอนในหลักสูตรที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับ เตรียมอนุบาล ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
ทั้งนี้ โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนราว 50% และ 30% ของโรงเรียนนานาชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนที่ใช้ หลักสูตรประยุกต์ หรือ International Baccalaureate (IB) ราว 12% และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และจีนอีกราว 8%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าค่าเล่าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับโรงเรียน ในระบบสามัญของไทย แต่ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยมีอัตราค่าเล่าเรียนต่อปี ในช่วงราคาที่มีความหลากหลายมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 125,000 บาท/ปี ไปจนถึงประมาณ 1,000,000 บาท/ปี เพื่อเป็นตัวเลือกให้ผู้ปกครอง ได้พิจารณาให้สอดคล้องตามความพร้อมทางด้านการเงิน
EIC ยังเผยว่า ความต้องการ การเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจากฝั่งผู้ปกครอง ยังมาจาก กลุ่มชาวต่างชาติ ที่เข้ามาประกอบธุรกิจ และทำงานในตำแหน่งระดับสูงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยส่วนใหญ่เป็น ชาวต่างชาติสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงชาวต่างชาติจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาปฏิบัติงานด้านการทูต ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการโยกย้ายครอบครัวเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในไทย และมีความสามารถในการส่ง บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองชาว CLMV ที่มีฐานะดี ก็มีแนวโน้มส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย เนื่องจากค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ปกครองที่มีความมั่งคั่งสูง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้โรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ ในทำเลดังกล่าวหนาแน่น เช่นเดียวกับ เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ อย่าง ชลบุรี ที่ได้รับอานิสงส์จากการส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาเขต เศรษฐกิจพิเศษ EEC รวมถึงภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค
อย่างไรก็ดี พบพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น เริ่มมีการเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ ทั้งจากนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติที่ร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ที่มีกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาลงทุน เปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรจีน เพื่อรองรับแนวโน้มที่คาดว่าจะมีผู้ปกครองชาวจีนที่มีความมั่งคั่งสูงส่งบุตรหลาน เข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น
เช่นเดียวกับภูเก็ตที่มีการลงทุนเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ หลายแห่ง จากแนวโน้มการเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติในทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ประกอบกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีความสะดวกสบายของ การเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศ ทั้งจากเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ EIC ประเมินว่า ในระยะข้างหน้า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทย อาจยังคงเผชิญความท้าทาย จากจำนวนนักเรียนที่อาจขยายตัวได้ช้า แม้ในระยะ ข้างหน้าจะมีจำนวนผู้ปกครองชาวไทยที่มีความสามารถในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น
รวมถึงคาดว่าจะมีนักเรียนชาวต่างชาติเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยเพิ่มขึ้น ตามผู้ปกครองที่เข้ามาประกอบ ธุรกิจ และทำงานในไทย แต่การขยายตัวของจำนวนนักเรียนมีแนวโน้มถูกกดดันจากอัตราการเกิด ที่ลดลง
โดยอัตราการเกิดของทารกไทยในระดับต่ำราว 7.8 คน ต่อประชากร 1,000 คนในปี 2565 ลดลงจากราว 12.7 คน ต่อประชากร 1,000 คนในปี 2555 หรือลดลงเฉลี่ย 5% ต่อปีจะเป็นแรงกดดันท่ามกลางการขยายธุรกิจ ของโรงเรียนนานาชาติ
แต่ในทางกลับกัน แม้ว่าแนวโน้มของแต่ละครอบครัวจะมีบุตรน้อยลง หรือมีบุตรเพียงคนเดียว แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่มีความมั่งคั่งสูง รวมถึงกลุ่มผู้ปกครองที่มีฐานะที่สามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียน ในโรงเรียนนานาชาติได้ พบว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้ปกครองจะทุ่มเทการใช้จ่ายเงินในจำนวนมากขึ้นต่อบุตรหนึ่งคน และมีแนวโน้มที่จะส่งบุตรเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอัตราค่าเล่าเรียนต่อปีสูงขึ้น ตามความพร้อมทางการเงิน