
นายวัลลภ จิวหลง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีดาราสาวถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นการไฟฟ้าติดต่อเพื่อคืนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าหรือค่าประกันมิเตอร์ แต่ท้ายสุดถูกหลอกจนสูญเงิน 200,000 บาท ขอชี้แจงว่า ขณะนี้มีเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทที่ยังตกค้างอยู่ 73,000 ล้านบาทจริง โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่งเงินคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 และ 2 ซึ่งเป็นบ้านอยู่อาศัย และธุรกิจขนาดเล็กและปรากฏว่าตั้งแต่เดือน มี.ค.63-เดือน มิ.ย. 66 มีผู้ใช้ไฟฟ้าที่ยื่นขอรับคืนเงิน 8 ล้านราย จาก 24 ล้านราย สามารถส่งคืนเงินได้ 17,000 ล้านบาท จากยอดทั้งหมด 33,000 ล้านบาท ยังเหลืออยู่อีก 16,000 ล้านบาท ที่ต้องเร่งส่งคืน
สำหรับสาเหตุที่ผู้ใช้ไฟฟ้า 2 ใน 3 หรือ 15 ล้านราย ไม่มาขอรับเงินคืน เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นคู่สัญญาเสียชีวิตหรือขายบ้านโดยไม่ได้โอนชื่อ ทำให้ผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัยใหม่ขอคืนไม่ได้ หรือบางคนยังเป็นเจ้าของมิเตอร์แต่ไม่มารับ กกพ.จะเร่งหาทางส่งคืนเงิน 16,000 ล้านบาทให้ครบถ้วนโดยเร็ว โดยขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อเป็นเจ้าของมิเตอร์ รีบติดต่อการไฟฟ้าโดยตรงเพื่อขอคืนเงินและป้องกันไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน ด้วยวิธีการส่งข้อความหลอกลวงผ่านทางเอสเอ็มเอส หรือไลน์ ที่มีการสแกนคิวอาร์โค้ด
ล่าสุด ยังมีเงินค่าประกันไฟฟ้าอีก 60,000 ล้านบาทของกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง หรือประเภท 3, 4 และ 5 รวม 100,000 ราย ต้องส่งคืนต่อไป โดย กกพ.จะต้องเร่งคืนเงินค่าประกันไฟฟ้าประเภท 1 และ 2 ให้เสร็จสิ้น โดยขอให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินคืนตรวจสอบสิทธิและลงทะเบียนขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านระบบที่ กฟน. และ กฟภ.ที่สำนักงานของทั้ง 2 หน่วยงาน
อีกกรณีที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมธนาคารไทยขอชี้แจงกรณีมีผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกติดตั้งแอปพลิเคชันและดูดเงินจากบัญชีไปกว่า 1 ล้านบาทนั้น ทางธนาคารสมาชิกที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเหตุดังกล่าวและดำเนินการระงับธุรกรรมชั่วคราวทันทีเมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย และแจ้งให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจที่สะดวกหรือใกล้ที่สุด เพื่อขยายระยะเวลาการระงับธุรกรรมชั่วคราวไปอีก 7 วัน และดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด ขณะนี้ธนาคารที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประสานกับผู้เสียหาย และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลให้กับพนักงานสอบสวนต่อไป โดยภาคธนาคารมีความห่วงใยและพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ ป้องกันและติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด.