
นับเป็นปีทอง ของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภท โรงแรม-การบริการ และ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ช็อปปิ้งมอลล์ ของประเทศไทยอย่างแท้จริง ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกจบสิ้นลง โดยภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ผงาดเป็นเมืองเป้าหมายเบอร์ต้นของโลก ที่ชาวต่างชาติอยากเข้ามา “ท่องเที่ยว” มากที่สุด
AWC เบอร์ยักษ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โกยรายได้-กำไรพุ่ง!
นี่เองได้กลายเป็นอานิสงส์ ให้กับกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อย่าง AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) บริษัทภายใต้ กลุ่มทีซีซี (TCC Group) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และนำทัพโดยทายาทคนเก่งอย่าง “วัลลภา ไตรโสรัส”
ล่าสุด AWC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2 บริษัทสามารถทำรายได้ ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 4,518 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้ง นับเป็นการเติบโตที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด เมื่อช่วงปี 2562 ภายใต้ ล่าสุด อสังหาฯ รายนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินดำเนินงานรวม 120,307 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้น 36,996 ล้านบาท จากปี 2562
ท่องเที่ยวไทยพีก ราคาห้องพักสูงขึ้น 82% ดันผลงานโดดเด่น
“วัลลภา ไตรโสรัส” ระบุเพิ่มเติมว่า “ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2566 ของ AWC มีการเติบโต เทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (อิบิทดากลุ่มธุรกิจ) อยู่ที่ 2,472 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.4%
ซึ่งเป็นผลมาจากการกลับมาของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงเทศกาลสงกรานต์ในช่วงเดือนเมษายนที่มีการกลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีแรกหลังโควิด-19 คลี่คลาย
โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ และโรงแรมกลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรมในเครือ AWC เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในภาพรวม (RevPAR) สูงถึง 3,356 บาท เพิ่มขึ้น 82.1% จากปีก่อน และสูงกว่าปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 10% รวมถึงมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Rate: ADR) เท่ากับ 5,367 บาทต่อคืน เติบโต 25.9 % จากปีก่อน และยังสูงกว่าปี 2562 ด้วยเช่นกัน
สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial) นั้น AWC ระบุว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโตของกระแสเงินสดในระยะยาว บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ด้านไลฟ์สไตล์ ตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าและนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน
อสังหาฯ เจ้าสัวเจริญ เดินหน้าเพิ่มสินทรัพย์
เจาะปัจจุบัน AWC มีจำนวนโรงแรมที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้นจำนวน 22 โรงแรม รวมจำนวนห้องพักรวม 5,794 ห้อง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 23 โรงแรม ภายในสิ้นปี 2566 รวม 6,034 ห้อง คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับก่อนสถานการณ์โควิด-19 ที่จำนวน 3,432 ห้อง ประกอบกับอัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่สูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งกว่าปีก่อนและก่อนสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้มีรายได้ 2,287 ล้านบาท เติบโตขึ้น 76.8%
โดย AWC ระบุว่า บริษัทเตรียมเพิ่มศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งให้กับบริษัท พร้อมตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพและจำนวนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย High-to-Luxury ที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการค้า (Retail and Wholesale) สามารถเติบโตได้ดี ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวเติบโตของดัชนียอดขายของร้านค้า และบริษัทได้พัฒนาพื้นที่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวและกลุ่มลูกค้าอยู่เสมอ
สำหรับธุรกิจค้าส่ง AWC ได้ร่วมรวมพลังผู้นำธุรกิจอาหารทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางค้าส่งอาหารของภูมิภาค” ที่ AEC FOOD WHOLESALE PRATUNAM ตอบโจทย์การค้าส่งอาหารครบวงจร พร้อมเชื่อมผู้ค้าส่งอาหารทั่วโลกกับผู้ซื้อในเขตเศรษฐกิจอาเซียน
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตา คือ การที่ AWC ประกาศว่า จะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน หลังได้ลงนามสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan) รวมถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) จำนวน 20,000 ล้านบาท กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพื่อใช้เป็นแผนรองรับแผนการพัฒนาโครงการคุณภาพระดับเมกะโปรเจกต์เสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ร่วมสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืน