
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ยังมองว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ธุรกิจค้าปลีกสามารถเพิ่มยอดขายจากนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาในประเทศมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่ยังต้องระวัง เช่น ราคาสินค้าและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีความเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนด้านการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีระดับการกู้ยืมสูง การอ่อนค่าของเงินบาทที่กระทบกลุ่มสินค้านำเข้า
ขณะที่การเติบโตของ E-commerce ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยังมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรง แม้จะมีการชะลอตัวลงหลังจากผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนช่วงโรคระบาด อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่ม Marketplace retailers ที่มีสินค้าที่หลากหลายจากผู้ขายหลายราย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและบริการของแต่ละร้านค้า
ส่วนกลยุทธ์ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ก็เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวซึ่งอาจนำ BNPL มาเป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้า หนุนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายของร้านค้า แต่ยังต้องมีความระมัดระวังเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็น ESG โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการปล่อย GHG ขณะที่ในด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ ท่ามกลางการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล ในส่วนของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เช่น คนที่เกิดในยุค Millennial ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อ Sustainable Products มากขึ้น
อย่างไรก็ดีกลุ่มค้าปลีกนับว่ามีการฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็น เช่น CVS และ Supermarket (โดยมูลค่าตลาด CVS และ Supermarket ฟื้นกลับมาในระดับก่อน COVID-19 แล้วในปี 2566)
รวมถึงมีการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น กลุ่มธุรกิจ Health & Beauty ได้รับอานิสงส์จากกระแสรักษาสุขภาพเชิงป้องกัน และ Home & Garden ที่เติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการ Renovate ที่อยู่อาศัย/ร้านค้า/ร้านอาหาร และ Department Store ที่มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยว กลุ่มที่ฟื้นตัวแต่ยังมีข้อจำกัด เช่น Hypermarket เนื่องจากเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง
รวมถึงลูกค้าหลักเป็นที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมาซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อที่อาจฟื้นตัวได้ช้า กลุ่มที่ฟื้นตัวช้า ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเผชิญปัญหาด้านความยั่งยืน
ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยตั้งเป้าหมายการดำเนินการด้าน ESG โดยเฉพาะในเรื่องของ Environment และการลดการปล่อย GHG ในด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และให้ความสำคัญกับความโปร่งใสแต่อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังเผชิญกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการซื้อสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainable Products) เช่น
ซึ่งการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกหากจะให้ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ก็ดูได้จากการดำเนินงานของ CJ MORE ที่ได้มีการทุ่มงบลงทุนของปี 2566 ไว้ที่ราว 3,000 ล้านบาท สำหรับรีโนเวตสาขาเก่า ปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้า และขยายสาขาเพิ่ม 250 สาขา ซึ่งในครึ่งปีได้เปิดไปประมาณ 100 สาขาแล้ว และตั้งเป้าที่จะเปิดให้ได้ 250 สาขาติดกันประมาณ 3-4 ปี
รวมทั้งยังได้มีการตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะขยายสาขาซีเจให้ครบ 2,000 สาขา ทั้งนี้ยังประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทแตะ 40,000 ล้านบาท กำไรมากกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทำได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้า ขณะที่ปี 65 รายได้รวม 35,000 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ 1,770 ล้านบาท ขณะเดียวกันภายในปี 2573 ซีเจ จะขยายครบ 3,000 สาขา พร้อมกับดันรายได้บริษัทฯ ทะลุ 100,000 ล้านบาท
การเติบโตทั้งทางด้านรายได้ และการขยายสาขาของ CJ ในเครือคาราบาวสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ Traffic ในร้านค้า Department Store ฟื้นตัวดีขึ้นนั่นเอง.