กระแส “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ดันค้าปลีกไทยโตทะลุ 3.7 ล้านล้าน สวนกระแสหนี้ครัวเรือนสูง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

กระแส “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ดันค้าปลีกไทยโตทะลุ 3.7 ล้านล้าน สวนกระแสหนี้ครัวเรือนสูง

Date Time: 8 ส.ค. 2566 13:36 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 คาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตราว 10% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของการบริโภค คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.7 ล้านล้านบาท โดยกลุ่ม Store-based retailing จะกลับมามีมูลค่าเท่าก่อนช่วงโรคระบาดในปี 2567 ส่วน Non-store retailing ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

Latest


ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ยังมองว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ธุรกิจค้าปลีกสามารถเพิ่มยอดขายจากนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาในประเทศมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 

จับตาราคาสินค้า-หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่ยังต้องระวัง เช่น ราคาสินค้าและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีความเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนด้านการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีระดับการกู้ยืมสูง การอ่อนค่าของเงินบาทที่กระทบกลุ่มสินค้านำเข้า

ขณะที่การเติบโตของ E-commerce ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยังมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรง แม้จะมีการชะลอตัวลงหลังจากผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนช่วงโรคระบาด อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่ม Marketplace retailers ที่มีสินค้าที่หลากหลายจากผู้ขายหลายราย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและบริการของแต่ละร้านค้า 

Buy Now Pay Later โมเดลการเงินยอดนิยมของของค้าปลีก

ส่วนกลยุทธ์ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ก็เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวซึ่งอาจนำ BNPL มาเป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้า หนุนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายของร้านค้า แต่ยังต้องมีความระมัดระวังเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน 

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็น ESG โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการปล่อย GHG ขณะที่ในด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ ท่ามกลางการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล ในส่วนของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เช่น คนที่เกิดในยุค Millennial ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อ Sustainable Products มากขึ้น

อย่างไรก็ดีกลุ่มค้าปลีกนับว่ามีการฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็น เช่น CVS และ Supermarket (โดยมูลค่าตลาด CVS และ Supermarket ฟื้นกลับมาในระดับก่อน COVID-19 แล้วในปี 2566) 

รวมถึงมีการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น กลุ่มธุรกิจ Health & Beauty ได้รับอานิสงส์จากกระแสรักษาสุขภาพเชิงป้องกัน และ Home & Garden ที่เติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการ Renovate ที่อยู่อาศัย/ร้านค้า/ร้านอาหาร และ Department Store ที่มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยว กลุ่มที่ฟื้นตัวแต่ยังมีข้อจำกัด เช่น Hypermarket เนื่องจากเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง 

กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยตกอันดับ เหตุคนใช้เงินอย่างมัธยัสถ์

รวมถึงลูกค้าหลักเป็นที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมาซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อที่อาจฟื้นตัวได้ช้า กลุ่มที่ฟื้นตัวช้า ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเผชิญปัญหาด้านความยั่งยืน

  • กลุ่ม Modern Grocery : CVS, และ Supermarket จะมียอดขายเติบโตมากกว่าช่วง Pre-covid ในปี 2565 ส่วนกลุ่ม Hypermarket อาจกลับมาสู่ภาวะปกติท้ายปี 2567-ต้นปี 2568

    ทั้งนี้ยอดขายที่เติบโตขึ้นของกลุ่ม Supermarket มีปัจจัยสนับสนุนจากกำลังซื้อของผู้มีรายได้ปานกลาง-สูง ในขณะที่ Hypermarket มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมา ซึ่งอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อที่เปราะบางและอ่อนไหวต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจ

  • กลุ่ม Department Store : ฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ Traffic ในร้านค้า Department Store ฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย โดยเฉพาะกลุ่ม ASEAN และนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายในสินค้าไม่จำเป็นมากขึ้น

  • กลุ่ม Health & Beauty : ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งการสร้างภูมิต้านทาน การดูแลโภชนาการ การฟื้นฟูความเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ยอดขายสินค้าหมวด Health เติบโตขึ้น โดยเฉพาะวิตามินและอาหารเสริม ขณะที่การกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าหมวด Beauty ให้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้น

  • กลุ่ม Home & Garden : ก็นับว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่อยู่บ้านมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโรคระบาด ทำให้มีความต้องการ Renovate ที่อยู่อาศัย ผนวกกับแรงหนุนจากการโอนที่อยู่อาศัยราคาสูงที่ยังเติบโตได้ รวมถึงการปรับปรุงร้านค้าเพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

  • กลุ่ม Apparel & Footwear : หมวดสินค้าแฟชั่นฟื้นตัวอย่างช้าๆ ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้มีความต้องการสินค้าแฟชั่นตามสมัยนิยม แต่เน้นความสบายและนำกลับมาใส่ใหม่ได้หลายครั้ง อีกทั้ง ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย

ESG กับธุรกิจค้าปลีก

ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยตั้งเป้าหมายการดำเนินการด้าน ESG โดยเฉพาะในเรื่องของ Environment และการลดการปล่อย GHG ในด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และให้ความสำคัญกับความโปร่งใสแต่อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังเผชิญกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการซื้อสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainable Products) เช่น 

  • ปัจจัยด้านราคา : ผู้บริโภคมองว่าการซื้อสินค้าอย่างยั่งยืนนั้น มีราคาที่สูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถที่จะสนับสนุนความยั่งยืนในการค้าปลีกได้ 

  • ปัจจัยด้านทางเลือก : ผู้บริโภคมองว่าสินค้าที่มีความยั่งยืนนั้นมีให้เลือกน้อย อีกทั้ง สินค้าบางชนิดที่ผู้บริโภคต้องการซื้อก็ไม่ได้มีสินค้าที่ Sustainable เป็นอีกตัวเลือก

  • ปัจจัยด้านข้อมูลและความน่าเชื่อถือ : ผู้บริโภคอาจรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Sustainability น้อยเกินไป รวมไปถึงไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ผู้ค้าปลีกให้ข้อมูล

  • ปัจจัยด้านความสะดวก : การหาซื้อสินค้าที่ยั่งยืนบางครั้งไม่ได้มีวางจำหน่ายทั่วไป ทำให้ต้องเสียเวลาในการหาซื้อ 

  • คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ : ผู้บริโภคมองว่าสินค้าที่วางขายอาจมีบางขั้นตอนที่ไม่ได้ผลิตหรือจำหน่ายอย่างยั่งยืน ทำให้ชะลอการซื้อสินค้าดังกล่าว

CJ MORE บูม สะท้อนค้าปลีกโต

ซึ่งการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกหากจะให้ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ก็ดูได้จากการดำเนินงานของ CJ MORE ที่ได้มีการทุ่มงบลงทุนของปี 2566 ไว้ที่ราว 3,000 ล้านบาท สำหรับรีโนเวตสาขาเก่า ปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้า และขยายสาขาเพิ่ม 250 สาขา ซึ่งในครึ่งปีได้เปิดไปประมาณ 100 สาขาแล้ว และตั้งเป้าที่จะเปิดให้ได้ 250 สาขาติดกันประมาณ 3-4 ปี 

รวมทั้งยังได้มีการตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะขยายสาขาซีเจให้ครบ 2,000 สาขา ทั้งนี้ยังประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทแตะ 40,000 ล้านบาท กำไรมากกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทำได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้า ขณะที่ปี 65 รายได้รวม 35,000 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ 1,770 ล้านบาท ขณะเดียวกันภายในปี 2573 ซีเจ จะขยายครบ 3,000 สาขา พร้อมกับดันรายได้บริษัทฯ ทะลุ 100,000 ล้านบาท 

การเติบโตทั้งทางด้านรายได้ และการขยายสาขาของ CJ ในเครือคาราบาวสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ Traffic ในร้านค้า Department Store ฟื้นตัวดีขึ้นนั่นเอง.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ