
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่าที่ประชุมเห็นว่าปัญหาภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมากกว่าคาด เพราะปริมาณน้ำฝนสะสมช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา ต่ำกว่าปกติในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติถึง 40%
“ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาอยู่ในระดับวิกฤติในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำใช้การได้ใกล้เคียงกับปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรง ประเมินว่าภัยแล้งอาจสร้างมูลค่าความเสียหายสูงถึง 53,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาภัยแล้งและผลกระทบต่อภาคการเกษตรในช่วงปลายปีนี้ถึงครึ่งแรกปีหน้า”
ขณะเดียวกัน จากการหารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทราบว่า ภาครัฐรับจัดทำ Water Balance ของแต่ละอ่างเก็บน้ำใหม่ และทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากเอลนีโญ
กกร. จึงได้นำเสนอให้เร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว และขอให้ทบทวนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่อีอีซี และพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และความรุนแรงของปัญหาหนี้บนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ยังพึ่งพาภาคเกษตร
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ภาครัฐดูแลต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ปุ๋ย และอาหารสัตว์ รวมถึงต้นทุนด้านอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงหาแนวทางแก้ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนในการดำรงชีพให้ประชาชน ที่สะท้อนมาจากราคาอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน อาทิ ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานอาจทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ความเสี่ยงโรคระบาดในปศุสัตว์จากอากาศที่แปรปรวน ราคาพลังงานที่ยังผันผวน
“ภาวะเศรษฐกิจไทย กกร.เป็นห่วงมาก และต้องการเห็นการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี ยังมีความท้าทายสูง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้มีโอกาสถึงเป้าหมาย 29-30 ล้านคน แต่การใช้จ่ายต่อหัวยังต่ำอยู่ ทำให้การฟื้นตัวของบางจังหวัดท่องเที่ยวยังช้า จึงมีแรงส่งต่อเศรษฐกิจน้อย ครัวเรือนยังกังวลค่าครองชีพ ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลง จากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง การทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐ และการชะลอตัวของการส่งออก”
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนติดตามและเฝ้าดูการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คาดหวังว่า น่าจะจบและเห็นรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ หากมีรัฐบาลใหม่ได้จริง จะทำให้แผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในด้านความเชื่อมั่น การลงทุนจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวจะกลับมาดีเพิ่มขึ้น ขณะนี้แม้จะดูว่าท่องเที่ยวดี แต่เป็นการท่องเที่ยวแบบใช้จ่ายเงินน้อยลง จากความไม่มั่นใจการเมือง อีกทั้งภาคการส่งออกก็ติดลบมาถึง 9 เดือนแล้ว หากจัดตั้งรัฐบาลช้า จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในหลายๆด้านกระทบไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรคใด ภาคเอกชนก็พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยร่วมกันได้อยู่แล้ว.