
รัฐบาลยิ้มแก้มปริ ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยสถาบัน IMD ประจำปี 2566 ไทยได้รับการจัดอันดับอยู่อันดับที่ 30 ดีขึ้น 3 อันดับจากปีก่อนหน้า ประสิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจเป็นมิติที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุด 18 อันดับ แต่ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงต่ำเตี้ย
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้รายงานผลตามที่สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ปี 2566 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบและนายกฯได้แจ้งผลต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ 64 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่อันดับที่ 30 ดีขึ้น 3 อันดับจากปีก่อนหน้า แต่ยังเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน นำโดยสิงคโปร์อยู่อับดับที่ 4 ของโลก ลดลง 1 อันดับจากปีก่อนหน้า มาเลเซียอยู่อันดับที่ 27 เพิ่มขึ้น 5 อันดับจากปีก่อนหน้า อินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 34 ดีขึ้น 10 อันดับ และฟิลิปปินส์อยู่อันดับที่ 52 ลดลง 4 อันดับ โดยประเทศที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ได้แก่ 1.เดนมาร์ก 2.ไอร์แลนด์ 3.สวิตเซอร์แลนด์ 4.สิงคโปร์ 5.เนเธอร์แลนด์
ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวใช้เกณฑ์ชี้วัด 336 ตัวชี้วัด แบ่งเป็น 4 กลุ่มปัจจัยหลัก ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ 82 ประสิทธิภาพของรัฐ 73 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 75 โครงสร้างพื้นฐาน 106 ตัวชี้วัด ด้วยน้ำหนักคะแนน 25% เท่ากัน ทั้ง 4 กลุ่ม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยประสิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจเป็นมิติที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุดจากการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ในขณะที่ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ และการศึกษา เมื่อแยกเป็น 4 กลุ่ม ปรากฏว่ากลุ่มที่ 1 สมรรถนะทางเศรษฐกิจอยู่ในอันดับ 16 เพิ่มขึ้น 18 อันดับ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปัจจัยย่อยทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การจ้างงาน และระดับราคามีอันดับดีขึ้น จึงส่งผลให้อันดับทางด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศ ไทยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มที่ 2 ประสิทธิภาพของรัฐ อยู่ในอันดับ 24 เพิ่มขึ้น 7 อันดับ จากอันดับที่ 31 ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากอันดับของปัจจัยย่อยด้านการคลัง การ บริหารสถาบัน และกฎระเบียบทางธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น กลุ่มที่ 3 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ อยู่อันดับ 23 เพิ่มขึ้น 7 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยย่อยทุกด้าน ทั้งด้านผลิตภาพและ ประสิทธิภาพ ตลาดแรงงาน การเงิน ทัศนคติและ การให้คุณค่า มีอันดับดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มตัวชี้วัด ด้านการจัดการอยู่ในอันดับคงที่ และกลุ่มที่ 4 โครงสร้างพื้นฐานอยู่ในอันดับ 43 เพิ่มขึ้น 1 จากอันดับ ที่ 44 ในปี 2565 จากปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทางเทคโนโลยีมีอันดับดีขึ้น แม้ว่าปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษาจะมีอันดับที่ลดลง ในขณะที่ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานอยู่ในอันดับคงที่
“ครม.ได้มีการคุยกันเรื่องอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันว่าอะไรที่ทำได้ดีแล้วก็ต้องรักษาอันดับเอาไว้ ส่วนอะไรที่ยังไม่ดีประเทศก็ต้องมีการทำให้ดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด เพราะว่าการจัดอันดับนี้เป็นการจัดอันดับโดยเปรียบเทียบ หากเราทำไม่ดีก็จะทำให้คู่แข่งขยับอันดับขึ้นมาใกล้เราหรือแซงไทยไปได้ ไทยเราต้องทำให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ”
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขีดความสามารถ ของไทยที่ IMD ประกาศมาสะท้อนการทำงานของรัฐบาล ทั้งในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุนที่รัฐบาลทำงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ตัวเลขที่ออกมาจึงสะท้อนชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องของอันดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นถึง 18 อันดับ ซึ่งเป็นการทำงานในปีที่ผ่านมา
ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ช่วยให้อันดับของไทยขยับดีขึ้น และผลการจัดอันดับ 4 ปัจจัยหลักดีขึ้น ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่สุดในการทำงาน สะท้อนทิศทางการดำเนินนโยบายที่สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ของรัฐบาล อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการต่อเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูง พัฒนาประเทศอย่างสมดุลสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมเกราะให้ประเทศพร้อมรับกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.