เศรษฐกิจไทย บนเส้นด้าย ตั้งรัฐบาลช้ามากเท่าไร อาจผลักไทยตกขอบเวทีโลก

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เศรษฐกิจไทย บนเส้นด้าย ตั้งรัฐบาลช้ามากเท่าไร อาจผลักไทยตกขอบเวทีโลก

Date Time: 15 มิ.ย. 2566 17:30 น.

Video

Claude AI ปลอดภัยสุดในโลก ? อ่านเกม Anthropic จริยธรรม หรือกลยุทธ์ธุรกิจ | Digital Frontiers EP.60

Summary

การเมืองหลังเลือกตั้ง เสี่ยงพ่นพิษ “เศรษฐกิจไทย” เพิ่ม นักวิชาการ-เอกชน ประสานเสียง ไทม์ไลน์ จัดตั้งรัฐบาลขยับ งบประมาณ ปี 67 ล่าช้า 3-6 เดือน ผลักไทยจมปัจจัยลบ-ตกขอบเวทีโลก ถึงเวลานั้น การท่องเที่ยวก็ไม่ช่วย

“ไม่มีกรรมการ Fed แม้แต่คนเดียว ที่จะลดดอกเบี้ยปีนี้" ประโยคที่พาขวัญผวาไปทั้งโลก หลังค่ำคืนที่ผ่านมา แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศ คงดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ไว้ที่ ระดับ 5.00-5.25% (ครั้งแรกในรอบ 15 เดือน) แต่ ขณะเดียวกันก็ได้ส่งสัญญาณ ว่า Fed จะยังคงเดินหน้า ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ 

นั่นเท่ากับ ดับฝันที่ว่า : วงจรการขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ที่นำโดยสหรัฐฯ ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยความหวัง ว่าจะช่วยให้ระบบการเงินโลกเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ เพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกอาจไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ 

ไม่นับรวม มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญกับ การเมืองในประเทศ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถยุติความขัดแย้ง เกี่ยวกับเงื่อนไขการลดงบประมาณค่าใช้จ่ายรัฐบาลกลางได้ จนอาจเกิดภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ เสี่ยงจะทำการได้แค่เดือนตุลาคมนี้ 

“เศรษฐกิจไทย” ยืนบนเส้นด้าย

ภาพอึมครึมทางเศรษฐกิจโลก ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยูเครน-รัสเซีย, จีน-สหรัฐฯ และ อีกหลายๆ คู่ ที่ยืดเยื้อยาวนาน อีกทั้งปัญหา เงินเฟ้อกดไม่ลง ยังกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลก อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ และคงไว้สูงอีกนาน ทำให้ภาคธุรกิจ ต้นทุนการเงินสูง ความสามารถในการทำกำไรต่ำลงๆ และพาให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจถดถอย ไม่กล้าลงทุน คือ ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ 

ย้อนกลับมาที่ “เศรษฐกิจไทย” แม้ฟ้ายังเปิด จากแรงหนุนภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัว คอยเป็นไม้ค้ำยันเศรษฐกิจ แต่มองไปรอบๆ บ้าน ไทยเหมือนอยู่ท่ามกลาง ฟ้าหม่น ฟ้าร้อง ฝนตกต่อเนื่องยาวนาน …


นี่คือ การวิเคราะห์ที่สื่อให้เห็นภาพ ถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในยามนี้ ผ่านสายตาของ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน Economic Intelligence Center (EIC) ภายใต้การคาดการณ์ ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ อาจขยายตัวแค่ 2.1% และในระยะหน้า มีแนวโน้มที่จะเติบโตแค่ 3% ต่ำสุดในรอบ 30ปี 


ว่ากันด้วยแรงหนุนเศรษฐกิจไทย ที่ยืนตัวเลข GDP ไว้ที่ 3.9% (จากประเมินการของEIC) นักวิชาการคนเดิม คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาทั้งปี สูง 30 ล้านคน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะช่วยให้ไทยโกยรายได้แตะ 1.27 แสนล้านบาท ปริมาณเริ่มขยับเข้าใกล้สิ่งที่ไทยเคยทำได้เมื่อปี 2562 นี่จะทำให้ตลาดแรงงานฟื้นตัว เพิ่มการจ้างงาน และรายได้ สนับสนุนการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 

ไร้เงา “รัฐบาลใหม่” ลามเศรษฐกิจ

แต่ปัจจัยลบรุนแรง กลับไม่ใช่แค่ “การส่งออก” ที่หดตัวจาก ความต้องการสินค้าของประเทศคู่ค้าอ่อนแอลงตามเศรษฐกิจถดถอยเท่านั้น อีกทั้ง แรงหนุนตลาดส่งออกของจีนแผ่วกว่าคาด เครื่องยนต์ส่งออกจึงน่าจะเกือบดับสนิทในปีนี้ 


เมื่อวานนี้ครบ 1 เดือน หลังการเลือกตั้งใหญ่ 14 พ.ค. อ้างอิงตามไทม์ไลน์ (ปฏิทินการเมือง)เดิม นับจากนั้น ภายใน 60 วัน (ภายใน 13 ก.ค.) กกต. จะต้องประกาศผลรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ โดยหลังรับรองเสร็จ ภายใน 15 วัน (28 ก.ค.) จะเป็นกำหนดประชุมรัฐสภาวันแรก และราวต้นเดือน ส.ค. นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ 


ความสั่นคลอนของการเมืองไทย ในตอนนี้ ทำให้ ดร.ฐิติมา เริ่มวาง Scenario (สถานการณ์) ต่างๆ ที่อาจมีความเป็นไปได้ โดย ระบุ ถ้าการเมืองเป็นไปตามไทม์ไลน์ข้างต้น “รัฐบาลชุดใหม่” เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ได้ทันเดือนสิงหาคม อาจไม่เป็นพิษเป็นภัย ต่อทิศทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้ และ ปีหน้ามากนัก แม้จะทำให้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ล่าช้าออกไปสัก 3 เดือน แต่อัตราเบิกจ่ายงบลงทุน น่าจะเร่งได้ทัน ส่วนความต่อเนื่องการอนุมัติโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ยังต้องติดตาม 


แต่หาก เดือนสิงหาคม ไทยยังไม่เห็น รัฐบาลใหม่ worst-case scenario  การจัดตั้งรัฐบาล ยืดเยื้อไปอีก 3 เดือน ไปเป็น เดือนตุลาคม เศรษฐกิจ คงตกอยู่ใน “ความเสี่ยง” มากขึ้น พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2567 อาจถูกประกาศล่าช้า ไป 6เดือน  การเบิกจ่ายรัฐเร่งไม่ทัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงทุนใหม่ๆ ที่ออกมาจากรัฐ 

“เศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และปฏิทินการเมือง ที่ไม่ตรงไทม์ไลน์ รวมไปถึงทิศทาง นโยบายภาครัฐที่ไม่ชัดเจน”


ผวา “การเมือง” ไม่มีเสถียรภาพ

มองข้ามชอต การเมืองไทย อาจวุ่นวาย เขย่าเศรษฐกิจมากขึ้น? หากพรรคเบอร์ 1 ก้าวไกล ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสรีนิยม ได้สำเร็จ พลิกโผ พรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 เป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาลเสรีนิยมแทน หรือเพื่อไทยเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาลผสมสองฝ่าย หรือจะเป็นทางเลือกอื่นๆ เช่น มีนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อเกิดขึ้น คงต้องประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจแต่ละ Scenario อีกครั้ง 


ภายใต้ หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุก Scenario ของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จากการดำเนินการตามรายจ่ายจากชุดนโยบายหาเสียง นี่คือความกังวลในแง่ผลกระทบ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ในภาคการลงทุนของภาครัฐ และ ฐานะทางการคลังที่มีความเสี่ยงรออยู่... 


สอดคล้อง เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน นายเกรียงไกร เธียรนุกลุ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ระบุว่า “เศรษฐกิจไทย” ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ผิดเพี้ยน จากทิศทางที่เคยประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง ว่าการเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ผ่านมาแล้ว 1 เดือน ยังไม่มี “เสถียรภาพ” ให้เห็น 


ท่ามกลาง เศรษฐกิจโลกตึงตัว การส่งออกชะลอๆลง ลากยาวมาตั้งแต่ ปลายปี 2565 ราคาพลังงานทรงตัวสูง ผู้ประกอบการ ทุกภาคอุตสาหกรรม เผชิญกับต้นทุนทางการเงิน ที่เป็นภาระมากขึ้น จากดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้ง อัตราแลกเปลี่ยน ผันผวน กระทบแผนการนำเข้า-ส่งออก ขณะในประเทศ “หนี้ครัวเรือน” อาจเป็นกับดัก ทำให้ระยะต่อไป ผู้บริโภค กังวลการใช้จ่ายมากขึ้น กระทบภาคบริโภค อีก 1 เครื่องยนต์หลักของจีดีพี


ความกังวลเกี่ยวกับการเมือง ที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว นายเกรียงไกร ยังประเมินว่า อาจเป็นตัวเร่ง ให้ไทย “ตกขอบ” เวทีโลก มากขึ้น แม้การท่องเที่ยวไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ในยามนี้ ดันให้จีดีพีไทย ขยายตัวได้ตามเป้า 3 -3.5% และช่วยเพิ่มความต้องการในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้มีแรงงานในภาคเกี่ยวข้อง อาหาร บริการ โรงแรม มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจไทย ไม่อาจยืนได้ด้วยขาเดียว 


หวั่น ไทยตกขอบเวทีโลก

“การเมือง” ไม่นิ่ง ยังผลักไส ให้ไทยไม่เป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะ “สุญญากาศทางการเมือง” เสื่อมความเชื่อมั่นการลงทุนโดยเฉพาะ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) กระทบ อีกทั้ง ในภาพใหญ่ คะแนนประเทศ อาจถูกตัดทอนลงด้วย ในการขอสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกต่างๆ 

“การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่า การมีรัฐบาลใหม่ อาจไม่ทัน ส.ค.ท่ามกลาง นักลงทุนไทยและเทศ เฝ้ารอทิศทางและความชัดเจนอยู่ แต่ตอนนี้มีท่าทีจะยืดเยื้อออกไป ถ้าหลุดจากไทม์ไลน์ จะมีความเสียหายทางเศรษฐกิจตามมา"

รวมไปถึง ผลกระทบแง่นักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกหลายสิบล้านคน ในช่วงครึ่งปีหลัง (เป้าหมายทั้งปี 2566 ที่ 30 ล้านคน) หากการเมืองที่มีความร้อนแรงขึ้น ลงถนน เราอาจได้เห็นภาพ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เปลี่ยนแผนเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย มั่นใจ หนีไปท่องเที่ยว ในแถบประเทศเพื่อนบ้านแทน ภายใต้การส่งออก ทิศทางไม่ดี ติดลบ จากปัจจัยโลกที่ควบคุมไม่ได้ ดั่งเช่น กรณีดอกเบี้ยสหรัฐฯ ล่าสุด  


“การเมือง” จึงควรเป็นปัจจัยบวก ที่จะช่วยดึงดูด นักท่องเที่ยว นักลงทุน เพิ่มความมั่นใจ แย่ง FDI เข้ามา ในช่วงที่นักลงทุนหาทางย้ายฐานการผลิต แต่ขณะนี้ความหวังเลือนราง 

หากปัจจัยที่เป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีมากกว่าที่คาดไว้ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ปัจจัยเสี่ยง ก็คงเป็น เศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวได้ช้า และถดถอยแล้วในประเทศขนาดใหญ่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ก็คงเป็น “ตัวแปรใหม่” ที่ส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทยกว่าที่คิด ...


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ