
สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2022 ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 และครองอำนาจต่อไปได้อีกยาวนานตลอดชีวิต
นี่ทำให้ สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำประเทศที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ยุค เหมา เจ๋อ ตุง เป็นต้นมา กระทั่งได้รับการจัดอันดับจากสื่อชั้นนำในหลายประเทศให้เป็น “ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก”
สี จิ้นผิง จึงกลายเป็นความหวังใหม่แห่งเอเชีย และกลุ่มประเทศที่มักจะถูกข่มขู่ คุกคามจากมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปในการใช้มาตรการคว่ำบาตร และกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบกับประเทศที่อ่อนแอกว่า หรือกำลังมีปัญหาภายใน
เมื่อต้องอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การสบประมาท และการแบ่งขั้วอำนาจ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับการชิงความเป็นใหญ่
ประธานาธิบดี สี จึงพยายามทุกทางตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคมของจีนใหม่
ไม่เน้นการขยายตัวของจีดีพีเช่นแต่ก่อน แต่เน้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ผลักดันให้เกิดความรุ่งเรืองร่วมกัน และกระจายรายได้สู่ประชากรอย่างเหมาะสม
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตกอยู่ในห้วงแห่งวิกฤติ จนได้รับฉายาว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” นั้น
หากไล่ลำดับช่วงเวลานับตั้งแต่การสิ้นสุดลงของยุคของสมมติเทพ หรือ “ฮ่องเต้” ที่ปกครองจีนมานานกว่า 5,000 ปี สู่การปกครองในระบอบของพรรคคอมมิวนิสต์ของ ประธาน เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำรุ่นที่หนึ่ง
จะพบว่า คนจีนมากกว่า 1,000 ล้านคน ต้องผ่านความทุกข์ยาก และบาดแผลในใจจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่สงครามฝิ่น สู่การรุกรานของต่างชาติ และการแตกแยกทางความคิดของคนในชาติรุนแรงถึงขั้นกลายเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมสุดโต่งที่ปฏิเสธการมีทรัพย์สินส่วนบุคคล การล้มล้างชนชั้น และทำลายล้างคนในชาติเดียวกันที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อการเดินหน้าของประเทศจีนในยุคคอมมิวนิสต์
ภายใต้การยึดหลักการรัฐในอุดมคติกับความเท่าเทียมกันที่มุ่งต่อต้านปัญญาชน และ ยกย่องชนชั้นกรรมาชีพ ได้ทำให้เกิดช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เพราะชาวจีนมากกว่า 50 ล้านคน ถูกลงโทษด้วยการยิงเป้า ผู้หญิง และเด็กถูกข่มขืน และถูกทำให้พิการ
ช่วงเวลานั้น คนจีนจำนวนมากที่ไร้ทางต่อสู้ ต้องอพยพหนีไปตายเอาดาบหน้าในต่างประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศล่มสลาย ประชาชนเกิดความอดอยากยากแค้น จนในที่สุด ประธานเหมา เจ๋อ ตุง ต้องประกาศให้การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่า 10 ปีของเขาสิ้นสุดลง กระทั่งเขาถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976...ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจีน จึงเกิดขึ้น
เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้รับฉันทานุมัติจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ดำรงตำแหน่ง ผู้นำคนใหม่ หรือ ผู้นำรุ่นที่ 2 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีนสู่ระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า ทุนนิยม ที่เปิดให้ภาคเอกชน และต่างประเทศเข้าไปร่วมกันสร้างความเจริญให้แก่ประเทศจีน
คติประจำใจของ เติ้ง เสี่ยว ผิง คือ “แมวสีอะไร ไม่ว่าขาว หรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ”
ความคิดนี้เองทำให้เขาพลิกระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูนในยุคเหมา เจ๋อ ตุง สู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดนำประเทศจีนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการค้าที่ทันสมัยภายใต้แรงจูงใจมากมาย เช่น การใช้ระบบบริหารราชการ และเศรษฐกิจแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ หรือ “ใครทำมาก ก็ได้มาก”
พร้อมๆ กัน เติ้ง เปิดตลาดให้มีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น และ ชวนเศรษฐีจากฮ่องกงเข้าไปตั้งโรงงานในเมืองเสินเจิ้นโดยใช้ประโยชน์จากค่าแรงที่ยังต่ำในช่วงเปิดประเทศเป็นโอกาสการลงทุน ก่อนจะค่อยๆเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นอีกหลายเมืองโดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน และการลงทุนในอนาคต กระทั่งเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษมากมายทั่วทั้งแผ่นดินจีน
เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศว่า เป็นมหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีนด้วยอัจฉริยภาพที่เฉียบคม ชัดเจน และมุ่งมั่นที่จะนำประเทศ และประชาชนจีนเดินไปหน้าสู่ความมั่งคั่งด้วยระบบเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องปีละกว่า 10% ตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็นผู้นำ
ภายใต้ความคิด และคำแนะนำที่เขามักจะกล่าวกับชาวจีนว่า เขาจะไม่เดินกลับทางเก่า...ไม่กลับไปคิดแก้แค้น หรือน้อยใจกับสิ่งที่ถูกกระทำในอดีต...เขาต้องยอมปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งรวยขึ้นก่อน...ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกัน
ที่สำคัญมาจนถึงวันนี้ก็คือ...เขาได้สร้างจีนให้มีการพัฒนาพลังการผลิต จนกระทั่งประเทศจีนกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของโลกที่ยากจะมีประเทศใดตามทัน
หนึ่งทศวรรษหลังการเข้ารับตำแหน่งผู้นำจีนรุ่นที่ 5 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้สร้างเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์เศรษฐกิจขึ้นใหม่ด้วยการมุ่งมั่นนำจีนสู่ความเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกในทุกๆ ทาง
สี ประกาศในหลายเวทีด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และทรงพลังต่อประเทศต่างๆ ว่า ในวันที่เขาอยู่ ใครจะแยกจีนออกจากกัน ต้องถูกทำลาย...จีนไม่ต้องการครองโลก แต่ก็ไม่ต้องการให้ใครรังแก...จีนต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้...
ในที่ประชุมเอเปกล่าสุดที่ประเทศไทย สี ให้ความเห็นว่า ที่ประชุมเอเปกไม่ ใช่สวนดอกไม้หลังบ้านใคร ฉะนั้นปาฏิหาริย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังมีบรรยากาศของสงครามเย็นกลับมาในภูมิภาคนี้อีก
ขณะที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 5 ปีของประธานาธิบดี สี ยังคงเน้นการดำเนินนโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง หรือ One belt One Road การฟื้นฟูการเชื่อมต่อของการเดินทางสู่เส้นทางสายไหมเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า และเชื่อมต่อระบบการขนส่งสินค้าของจีน กับการติดต่อสื่อสารในภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน
การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศในแนวคิด China Dream จะมีการผ่อนคลายการลงทุนหลายด้าน ทั้งนโยบายการเงิน และการคลัง แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ไม่เน้นการขยายตัวในอัตราที่สูงเหมือนช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจ และสังคมใหม่ จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชัน การเอาเปรียบประชาชน การสร้างหนี้นอกระบบที่กลายเป็นการรังแกประชาชน
การสร้างรัฐวิสาหกิจให้เข้มแข็ง และลดการอุดหนุนโดยรัฐ ส่งเสริมการสร้างความรุ่งเรืองร่วมกัน และใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบคู่ขนานที่เน้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายใน และภายนอกภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติ และรายได้ที่เป็นธรรมแก่ประชาชน
นโยบายเหล่านี้ สื่อจีน และสื่อต่างประเทศ ขนานนามให้ใหม่ว่า “Xiconomic” ที่มุ่งมั่นจัดระเบียบเศรษฐกิจ และสังคมของจีนอย่างจริงจังในแนวทางของประธานาธิบดี สี ด้วยคติที่ว่า ต้องปราบเสือ และแมลงวันไปพร้อมๆ กัน
เขายังมีเป้าหมายสำคัญด้วยว่าภายในปี 2035 รัฐบาลจีนจะสร้างมาตรฐานการผลิตสินค้าจีนให้เป็นมาตรฐานสากลของโลก และเมื่อถึงวันนั้น ทุกประเทศจะต้องใช้มาตรฐานการผลิตของจีนเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ
ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 คนนี้ เป็นผู้นำแบบใด เรายังพบการทำงานของเขาว่า เขามักให้เวลากับประชาชนในเมืองต่างๆ ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวจีนถึงถิ่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นชนบทห่างไกล...
โรงเรียน ฟาร์ม หมู่บ้านเกษตรกร ชาวประมง ร้านอาหารขนาดเล็ก ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงงาน ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล แม้กระทั่งคอกหมู และห้องน้ำ เพื่อให้ได้ข้อมูลการดำรงชีวิตของผู้คนด้วยตัวเอง
ในช่วงเวลาเหล่านั้น เขามักให้ข้อคิดแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปเสมอว่า ความสุขเกิดขึ้นได้จากการทำงานหนัก แม้ในเวลาที่มีประเด็นความขัดแข้งทางการค้ากับสหรัฐ สิ่งที่เขาบอกกับชาวจีนอย่างสุขุม และถ่อมตัวคือ
มหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีพื้นที่เพียงพอสำหรับสองประเทศใหญ่ทั้งจีน และสหรัฐฯ
และเมื่อเกิดข้อถกเถียงทางความคิดในเวทีโลกเกี่ยวกับการคบค้าสมาคมกับรัสเซีย ประธานาธิบดี สี กล่าวแต่เพียงว่า ใครเป็นคนเอากระดิ่งไปผูกคอเสือ คนนั้นก็ควรขึ้นไปเอากระดิ่งออกเอง หรือไม่ก็ ภูเขาหิมะไม่ได้สูง 3 ฟุต ภายในวันเดียว
สุดท้ายนี้ แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมา จะต่ำกว่าประมาณการ หรืออยู่ในระดับ 4.4% จากนโยบายโควิดเป็นศูนย์(0) แต่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศก็สูงกว่า 120 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 17.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
นั่นทำให้ ประธานาธิบดีสี มีความหวังว่า ตลอดปีนี้(2023) เศรษฐกิจจีนน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 4.8% เพราะรัฐบาลจีนเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
ในทุกวิกฤตที่ต้องเผชิญ ประธานาธิบดี สี มักจะกล่าวอย่างหนักแน่นเสมอว่า “ผมเต็มใจที่จะเสียสละ และอุทิศตนเพื่อการพัฒนาของจีน ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง”
ไทยรัฐกรุ๊ป