อนุมัติงบหนุนราคายานยนต์ไฟฟ้า ลด 1.8 หมื่น-1.5 แสนบาทต่อคันกระตุ้นยอดซื้อ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

อนุมัติงบหนุนราคายานยนต์ไฟฟ้า ลด 1.8 หมื่น-1.5 แสนบาทต่อคันกระตุ้นยอดซื้อ

Date Time: 24 ส.ค. 2565 06:54 น.

Summary

ครม.อนุมัตินำงบกลาง 2,923 ล้านบาท อุดหนุนราคาขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ต่ำลง 18,000-150,000 บาท/คัน ย้ำผู้ประกอบกิจการที่ใช้สิทธิ์ต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ตามหลักเกณฑ์

Latest

ททท.ลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 30 ล้านคน

ครม.อนุมัตินำงบกลาง 2,923 ล้านบาท อุดหนุนราคาขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ต่ำลง 18,000-150,000 บาท/คัน ย้ำผู้ประกอบกิจการที่ใช้สิทธิ์ต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ตามหลักเกณฑ์ ไม่เช่นนั้นสรรพสามิตจะเรียกเงินอุดหนุนคืนเป็นรายคัน ตามจำนวนที่ไม่สามารถผลิตชดเชยการนำเข้าได้ พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี หวังผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อและสร้างแรงจูงใจให้มีการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณประจำปี 2565 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2,923 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักร ยานยนต์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2565 ซึ่งการที่รัฐช่วย อุดหนุนเงินดังกล่าวจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาลดลงใกล้เคียงกับรถยนต์และรถจักยานยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปภายใน จะช่วยส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กรณีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่น้อยกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวนเงินอุดหนุน 70,000 บาท/คัน ส่วนรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มี ขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขึ้นไป จำนวนเงินอุดหนุน 150,000 บาท/คัน นอก จากนี้ กรณีรถกระบะประเภท BEV ที่มีราคา ขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท เฉพาะรถกระบะที่ผลิตในประเทศและมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป จำนวนเงินอุดหนุน 150,000 บาท/คัน ส่วนรถจักรยานยนต์ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท จำนวนเงินอุดหนุน 18,000 บาท/คัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ขอรับสิทธิ์เพื่อขอรับเงินอุดหนุนตามมาตรการจะต้องเป็นบุคคลตามประกาศกรมสรรพสามิตกำหนด เช่น ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ผู้นำเข้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นต้น และต้องเข้ามาทำข้อตกลงร่วมกับกรมสรรพสามิต เพื่อรับทราบและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่กรมสรรพสามิตกำหนด และยอมรับบทลงโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องยื่นขอรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของตนเอง เป็นรายรุ่น เพื่อให้กรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำก่อนและหลังรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนฯ เพื่อให้ราคาขายปลีกแนะนำสำหรับยานยนต์รุ่นดังกล่าวสะท้อนถึงส่วนลดต่างๆที่ภาครัฐมอบให้ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ รวมทั้งนำส่งรวบรวมเอกสารหลักฐานการจำหน่ายและการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าให้กรมสรรพสามิตเป็นรายไตรมาส เพื่อให้กรมสรรพสามิตดำเนินการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบกิจการไม่ดำเนิน การผลิตรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถจักรยานยนต์ แล้วแต่กรณี เพื่อชดเชยการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด กรมสรรพสามิตจะเรียกคืนเงินอุดหนุนดังกล่าวจากผู้ได้รับเงินอุดหนุนเป็นรายคัน ตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยการนำเข้าได้ พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยไม่คิดทบต้น และจะบังคับตามหนังสือสัญญาค้ำประกันโดยธนาคารที่วางไว้

นายอนุชากล่าวต่อว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า ในปีงบประมาณ 2565 มีผู้ได้รับสิทธิ์ที่ต้องได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ แบ่งเป็นรถยนต์ 18,100 คัน และรถจักรยานยนต์ 8,800 คัน โดยแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุน ให้ราคาของรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงใกล้เคียงกับราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์ประเภท เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุน ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อและสร้างแรงจูงใจให้มีการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เป็นการสนับสนุนเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ รวมทั้งเงินอุดหนุนและ ส่วนลดทางภาษีต่างๆตกสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ผลักดันให้ ไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนรถยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคด้วย.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ