
ครม.ขยายเวลาลดภาษีดีเซลอีก 2 เดือน ขณะที่ “บิ๊กตู่” ขอกางกฎหมายก่อน หลังมีข้อเรียกร้องใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันบีบโรงกลั่นนำกำไรช่วยกองทุนฯ ส่วน ก.คลังเร่งออก พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษีหนุนท่องเที่ยว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการกำหนดค่ากลั่นจะเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมีการเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันมากำหนดค่ากลั่นให้นำเงินเข้าช่วยเหลือกองทุนน้ำมันว่า ต้องไปดูกฎหมายว่าทำได้หรือเปล่า ฟังเขาชี้แจงด้วย การใช้ พ.ร.บ.อะไรต่างๆก็ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะไม่ได้มีแค่ผู้ประกอบการไทยแต่มีผู้ประกอบการต่างประเทศด้วย และต้องไปพิจารณาค่าการกลั่นให้เหมาะสมเข้าใจหรือไม่ และวันนี้ก็พยายามทำอยู่
ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาทออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.-20 ก.ย.2565 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงที่ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงทรงตัวในระดับสูง จากเดิมมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.ค.นี้
“การใช้มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการในระยะสั้น หากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลสามารถใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่อไป”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและยังคงทรงตัวในระดับสูงทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางภาษีไปอีกระยะหนึ่งเพื่อช่วยลดระดับราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลไม่ให้สูงจนกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบอร์ด ปตท. มีมติอนุมัติสนับสนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมันเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วนจากสถานการณ์วิกฤติเป็นจำนวนเงินเดือนละ 1,000 ล้านบาทรวม 3 เดือนรวมเป็นเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อให้ภาครัฐแบ่งเบาภาระค่าพลังงานของประชาชน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งตั้งแต่ประเทศไทยเกิดสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานเมื่อปีที่ผ่านมา ปตท.ได้ช่วยแบ่งเบา ภาระต้นทุนค่าครองชีพด้านพลังงานให้แก่ประชาชนไปแล้วรวม 14,800 ล้านบาท
“ปตท.ในฐานะบริษัทมหาชนได้เข้าใจถึง ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและภาคประชาชนของประเทศในวงกว้าง จึงได้ช่วยเหลือประชาชนทุกภาคส่วนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ ให้ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) แก่ผู้มีรายได้น้อย ที่เป็นร้านค้าหาบเร่แผงลอยอาหารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการตรึงราคาขายปลีกช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในกลุ่มเอ็นจีวี และผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล การตรึงราคาขายปลีก น้ำมันดีเซล และยังได้กับเครือข่ายทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือสังคมจากโควิด-19 รวม 1,046 ล้านบาท”
ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนัก งานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.65 ที่ผ่านมา ที่ได้เห็นชอบมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเร่งด่วนในช่วงเวลา 3 เดือน ก.ค.-ก.ย.2565 โดยกระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้าภายในประเทศ ดังนั้นเพื่อให้มาตรการมีผลบังคับใช้ตามที่ ครม.มีมติไว้ จึงต้องออกเป็น พ.ร.ฎ.และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไปเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ.