โลกกำลังทิ้งไทย หรือไทยก้าวไม่ทันโลก?! สร้าง Growth story ใหม่ยังไง พิชิตใจชาวโลก

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

โลกกำลังทิ้งไทย หรือไทยก้าวไม่ทันโลก?! สร้าง Growth story ใหม่ยังไง พิชิตใจชาวโลก

Date Time: 10 ก.ค. 2565 05:15 น.

Summary

คำถามก็คือแล้วประเทศไทยจะฝ่ามรสุมร้ายๆนี้ไปได้อย่างไร อะไรคือโจทย์ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด–19 ต้องฟังคำตอบจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ”

Latest

ย้ำ!รัฐบาลช่วยทุกกลุ่ม

ช็อกวงการสื่อทั่วไทยกับปรากฏการณ์ยักษ์ล้ม!! เมื่อ “JSL” ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมบันเทิง ประกาศปิดกิจการบางส่วน ลอยแพพนักงานไม่ไยดี หวั่นเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ลามทั้งวงการ ก่อนหน้านี้ “โพสต์ทูเดย์ ออนไลน์” ก็ประกาศปิดตัว เพราะทนพิษวิกฤติโควิดไม่ไหว หลังพยายามดิ้นรนอย่างหนักปรับตัวทุกทาง

ไม่เฉพาะธุรกิจสื่อที่ซวนเซ แต่ทุกอุตสาหกรรมก็กระอักเลือดแทบล้มทั้งยืน เพราะเจอวิกฤติหลายเด้ง ตั้งแต่การดิสรัปชันของเทคโนโลยี มาจนถึงวิกฤติโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, วิกฤติเงินเฟ้อ และปัญหาปากท้องของประชาชน

คำถามก็คือแล้วประเทศไทยจะฝ่ามรสุมร้ายๆนี้ไปได้อย่างไร อะไรคือโจทย์ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด–19 ต้องฟังคำตอบจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ”

“ทศวรรษ 1980 เป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวสูงกว่า 10% ต่อปี โดย Growth story ของไทยที่ชัดคือ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคการผลิตเพื่อส่งออก มีการลงทุนใน Eastern seaboard โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ส่งผลให้ FDI ของไทยโตกว่า 100% ต่อปี มีมูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตอนนั้นมากกว่าเวียดนาม 500 เท่า ส่วนการส่งออกอยู่ที่ปีละกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าเวียดนาม 10 เท่า นอกจากนี้ ผลของ Plaza Accord ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาก ญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญ และวิกฤติปี 40 ที่เงินบาทอ่อนค่ารุนแรง ทำให้การส่งออกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย เราเริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสองหลัก หรือเพิ่มขึ้นเกิน 10 ล้านคนต่อปี”...ผู้ว่าการแบงก์ชาติฉายภาพวันวานยังหวานอยู่ของประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ผ่านไปกว่า 4 ทศวรรษ แต่ประเทศไทยก็ยังไม่พัฒนาไปไหน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกในภาคธุรกิจเดิมๆ คือ ยานยนต์, ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี, อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ขณะที่บริบทของโลกเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ว่าการแบงก์ชาติเตือนว่า หากไม่เร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยชะลอลงเรื่อยๆ

“ผลผลิตโดยรวมของประเทศ หรือ GDP มาจากจำนวนแรงงานคูณด้วยผลผลิตของแรงงานนั้นๆ ถ้าเราดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะมาจากอัตราการเติบโตของแรงงานที่เรามีบวกกับอัตราการเติบโตของผลผลิตของแรงงานนั้น เรียกกันว่า labor productivity ที่ผ่านมาโตปีละ 4% แต่ถ้ามองไปใน 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนแรงงานของไทยจะลดลงเป็นปีละ-1% หากเราไม่ปรับเรื่องประสิทธิภาพแรงงานให้เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเหลือเพียงปีละ 3% และถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานต่างๆ ขณะที่สังคมยิ่งเข้าสู่สังคมสูงวัยเรื่อยๆ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะยิ่งชะลอตัวลงจากจำนวนแรงงานที่หดตัวลงเรื่อยๆ”

ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างไร เราจะโตแบบไหน และสร้าง Growth story ใหม่ยังไง ให้โดนใจชาวโลก

“เราจะโตแบบเวียดนามได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะเวียดนามมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยราว 30 ปี ขณะที่ไทยมีประชากรไม่ถึง 70 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยเกือบ 40 ปี ค่าแรงของเวียดนามอยู่ที่ 200 บาทต่อวัน เทียบกับไทยที่กว่า 300 บาทต่อวัน เวียดนามยังมีความเชื่อมโยงทางการค้าผ่านการมี FTAs กับเกือบทุกคู่ค้าสำคัญ และถ้าจะโตแบบเกาหลีใต้ ก็ยังไม่ได้ เพราะเกาหลีใต้เน้นเติบโตด้วยนวัตกรรม, เทคโนโลยี และ creative economy จากการส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก ทั้งอาหารและการแต่งกาย ผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ”

สุดท้ายเราคงต้องโตแบบไทย!! เน้นด้านที่ไทยมีศักยภาพในการต่อยอด โดยเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นจุดแข็ง

“ไทยมีความพร้อมด้านทุนวัฒนธรรมที่สะสมอยู่มากและมีความหลากหลายสูง ทั้งอาหาร, แหล่งท่องเที่ยว และศิลปหัตถกรรม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอด เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ บางเรื่องอาจดูจากประสบการณ์ต่างประเทศ และในภาพรวมต้องปรับให้สอดคล้องกับกระแสใหม่อย่างทันการณ์ ซึ่งระยะข้างหน้าจะมีอย่างน้อย 2 กระแส ที่เข้ามากระทบการวาง Growth story ของเรา อย่างแรกคือ “กระแสดิจิทัล” ที่จะเปลี่ยนการใช้ชีวิตของประชาชนและการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกกระแสคือ “sustainability” โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลเร็วและแรงกว่าคาด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากนโยบายต่างๆของประเทศพัฒนาแล้วในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

...ที่สำคัญ Growth story ข้างหน้า จะต้องเน้นการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เศรษฐกิจมีความทนทานต่อความท้าทายต่างๆมากขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพใน 2 เซ็กตอร์ ที่จะรวมกระแสดิจิทัล และ “sustainability” ได้ชัดเจนขึ้น คือภาคเกษตรและอาหาร ที่เราเป็นรากฐานการผลิตสำคัญและถูกยกให้เป็นครัวของโลก ซึ่งถือเป็นทุนที่ดีในการต่อยอด แต่การส่งออกหมวดนี้เป็นสินค้าเกษตรพื้นฐาน หรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก ทำให้ครัวเรือนภาคเกษตรมีรายได้ต่ำมาตลอด แถมใช้ทรัพยากรสูงและใช้สารเคมี ทำให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ไทยต้องเน้นยกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้าพรีเมียม ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน อีกตัวอย่างคือ “ภาคท่องเที่ยว” รายได้เติบโตจากปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก กระนั้น เกือบ 80% ของนักท่องเที่ยวเดินทางไปเพียง 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก จนกลายเป็นปัญหา over-tourism ไทยต้องปรับโมเดลให้มีภูมิคุ้มกันในระยะยาว โดยเพิ่มรายได้ต่อหัวเพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลง ไทยควรต่อยอดจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ, วัฒนธรรม และ hospitality ให้รวมไปถึงการสร้าง high value man-made attraction และประสบการณ์ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี, นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น กลุ่ม health and wellness ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปถึง 80,000-120,000 บาท, กลุ่ม green และกลุ่ม community-based tourism เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วยสร้างและกระจายรายได้สูงกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม”

ผู้ว่าการแบงก์ชาติฝากว่า ภาครัฐจะต้องปรับสู่โหมด facilitator ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองมากขึ้น เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนและผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้เร็วขึ้น สำคัญที่สุดภาครัฐต้องวางทิศทางนโยบายให้ชัดเจน และเร่งวางรากฐานเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชน ในการปรับตัวเข้าสู่กระแสดิจิทัลและความยั่งยืน ในส่วนของแบงก์ชาติจะต้องเพิ่มบทบาทในการเป็น facilitator และลดความเข้มงวดของกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ปรับแนวทางการดูแลระบบการเงินจากเน้นเรื่อง stability มาให้น้ำหนักกับ resiliency เน้นรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมทางการเงินและการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนและ SMEs ในไทย อย่างกว้างขวางที่สุด

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ให้ประเทศไทย หรือจะกินแต่บุญเก่าไปวันๆ?!

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ