
แค่งวดแรกของ “สลากดิจิทัล” ก็เขย่าวงการสลากกินแบ่งรัฐบาลจนหวั่นไหวไปทั้งบาง แม้ยอดจำหน่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” มีเพียง 5.17 ล้านใบ จากจำนวนสลากทั้งหมด 100 ล้านใบ หรือราว 5%
แต่จุดเด่นของสลากดิจิทัล คือ ผู้บริโภคสามารถซื้อลอตเตอรี่ ได้ในราคาใบละ 80 บาท และสร้างความพึงพอใจเพิ่มอีก เพราะซื้อสลากชุด 5 ใบ ใช้เงิน 400 บาท หากซื้อตามแผงขาย 5 ใบใช้เงิน 700-750 บาท
ดังนั้นการซื้อสลากดิจิทัล จึงตอบโจทย์คนซื้อ ที่ต้องการเสี่ยงโชค แต่ไม่ต้องการจ่ายแพง!
เมื่อกระแสความต้องการซื้อสลากดิจิทัลราคาใบละ 80 บาท พุ่งพรวด แต่จำนวนสลากที่นำมาขายผ่านแอปเป๋าตังมีจำกัด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงขอประเมินสถานการณ์งวดวันที่ 1 ก.ค.65 ก่อนจะเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัล
ส่วนจะเพิ่มจำนวนสลากเป็นเท่าใดนั้น ต้องรอคณะกรรมการ (บอร์ด) สลากที่มีนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากรเป็นประธานพิจารณาอนุมัติ ขณะเดียวกันต้องรอขั้นตอนการเปิดรับสมัครผู้ค้ารายย่อยที่จะเข้าร่วมโครงการจำหน่ายสลากดิจิทัลด้วย แต่ที่สุดแล้ว ต้องเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัลอย่างแน่นอน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ทุกฝ่ายปรับตัว และสร้างจุดสมดุลระหว่าง “สลากดิจิทัล” กับ “สลากใบ” ให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะราคาขายไม่เกินราคาใบละ 80 บาทด้วย
แต่การซื้อสลากดิจิทัล ยังคงมีคำถามที่กังวลใจเป็นที่สุด ด้วยอดีตที่คุ้นเคยกับสลากใบ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นสลากดิจิทัล ย่อมมีคำถาม โดยเฉพาะกรณีผู้ซื้อถูกรางวัล ซึ่งสำนักงานสลากฯ ได้ชี้แจงว่า เมื่อถูกรางวัล ระบบจะแจ้งเตือนไปที่แอปเป๋าตัง ภายในเวลา 18.00 น. ระบุว่าผู้ซื้อสลากดิจิทัลหมายเลขดังกล่าว เป็นผู้ถูกรางวัล
โดยเลือกรับรางวัลได้ 2 ช่องทางคือ 1.เลือกรับโดยการโอนเงิน ซึ่งจะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้กับแอปเป๋าตัง ซึ่งในอนาคตจะปรับเปลี่ยนให้สามารถผูกบัญชีธนาคารอื่นๆ เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ ซึ่งวิธีนี้จะเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคาร 1% และค่าภาษีอากร แสตมป์ 0.5%
และ 2.เลือกมารับเงินรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ โดยต้องกำหนดวัน เวลา ที่ต้องการเข้ามารับเงินรางวัลเพื่อที่สำนักงานสลากฯจะจัดเตรียมสลากแบบใบตัวจริงเพื่อส่งคืนให้กับผู้ซื้อ เพื่อเข้าสู่กระบวนการขึ้นเงินรางวัล โดยวิธีนี้จะเสียเฉพาะค่าภาษีอากรแสตมป์ 0.5%
เฉพาะรางวัลที่ 1 ทั้ง “สลากดิจิทัล” และ “สลากใบ” จะต้องมารับที่สำนักงานสลากฯ สนามบินน้ำ!!
จากมุมผู้ซื้อที่พึงพอใจราคาสลากดิจิทัล 80 บาทแล้ว หันกลับมาในมุมของผู้ขายสลากด้วย ซึ่งมีทั้งพอใจและไม่พอใจโครงการสลากดิจิทัล โดยกลุ่มพอใจมีน้อยมาก พอใจในกำไรที่พึงได้รับจากโควตางวดละ 5 เล่มรวม 500 ใบ ต้นทุนที่รับมาจากสำนักงานสลาก ใบละ 70.40 บาท ใช้เงินลงทุน 32,500 บาท ถ้าขายหมด 500 ใบ จะได้กำไร 4,800 บาทต่องวด หรือเดือนละ 9,600 บาท ซึ่งมีการทำสัญญาเข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 1 ปี
ส่วนผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม เมื่อรับสลากมาในราคาเดียวกันคือใบละ 70.40 บาท บางรายก็นำไปส่งให้พ่อค้าส่งแบบยกเล่ม เอากำไรนิดหน่อยไม่ต้องเหนื่อยในการเดินขาย แบบเสือนอนกิน ซึ่งวิธีนี้ถือว่าผิดเงื่อนไข แต่ก็ยังมีคนทำ
ขณะที่ผู้ค้าบางรายรับมาใบละ 70.40 บาท ขายราคา 80 บาท บางรายขาย 100 บาท ถ้านำมาจัดชุดขายบวกราคาเพิ่มอีก 20 บาท เช่น สลากชุด 2 ใบ ราคา 220 บาท เป็นต้น
แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ค้าอีกประเภท คือ ผู้ค้ารายย่อยๆ ผู้ค้าเร่ขาย ปั่นจักรยานขาย ซึ่งไปรับสลากมาจากยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ราคาสลากจะขึ้นลงตามสถานการณ์ ส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 90 บาท จำเป็นต้องขายในราคาใบละ 100-120 บาท เพราะมิเช่นนั้นจะขาดทุน
ต้องยอมรับว่าผู้ค้ามีหลากหลายประเภท ทั้งค้าส่ง ค้าปลีก รายย่อย และย่อยๆอีกมากมายที่อยู่ในระบบวงการค้าสลาก ราว 100,000-200,000 ราย สร้างเม็ดเงินสะพัดในแต่ละงวดมากกว่า 10,000-12,000 ล้านบาท หรือปีละ 240,000-280,000 ล้านบาท จากแต่ละงวดที่มีการพิมพ์สลากจำนวน 100 ล้านใบ
จึงมีการตั้งประเด็นคำถามที่มาของรายได้จากการค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น มีการเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอย่างตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด มีเม็ดเงินที่อยู่ในระบบอย่างถูกต้องมากน้อยเพียงใด
ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลควรจัดระบบและระเบียบการค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อตรวจแถวการมีรายได้ของผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว นอกจากเดินหน้าแก้ปัญหาหวยแพงแบบไฟไหม้ฟาง แก้แบบเฉพาะหน้า แล้วรอวันเกิดปัญหาซ้ำอีกรอบแล้วค่อยมาแก้ใหม่ วนซ้ำไปซ้ำมา
หวังว่า “สลากดิจิทัล” เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เกาถูกที่คันแล้ว แต่มันยังเบาไป ถ้าจะให้แรงกว่านี้ ต้องเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัล จาก 5% เป็น 50% นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาหวยแพงแล้ว ยังช่วยจัดระบบค้าสลากของประเทศ และผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้เร็วขึ้นด้วย!!!
ดวงพร อุดมทิพย์