ทำความเข้าใจประเด็นหนี้ครัวเรือนในอาเซียน ปัญหาใหญ่ของสังคมโลก

Economics

Thai Economics

Tag

ทำความเข้าใจประเด็นหนี้ครัวเรือนในอาเซียน ปัญหาใหญ่ของสังคมโลก

Date Time: 31 พ.ค. 2565 16:57 น.

Video

ชีวิตนี้ผมจะไม่เป็นหนี้! “หมอสอง” กับก้าวใหม่ในวันที่เป็นคุณพ่อ l Money Secret EP.15

Summary

หนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจในเรื่องของเศรษฐกิจได้ให้ความสำคัญอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน

หนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจในเรื่องของเศรษฐกิจได้ให้ความสำคัญอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในมุมเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของการบริโภคของประชาชน แต่ถ้าหากมองมุมสังคมแล้ว หนี้ครัวเรือนก็ก่อให้เกิดปัญหาคดีความมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคดีล้มละลายในชนชั้นกลาง เนื่องจากไม่สามารถหาหนี้มาจ่ายเจ้าหนี้ได้ หรือแม้แต่คดีความอย่างลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น

ในอาเซียนหลายประเทศนั้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโดยภาพรวมมีการเติบโตที่สูง แต่หลายประเทศเองก็ประสบปัญหาหนี้ในครัวเรือนไม่ต่างจากประเทศไทย ที่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับผู้วางแผนนโยบายหลายภาคส่วน

บทความนี้จะนำบางส่วนจากบทวิเคราะห์ของยูโอบี ที่มองถึงหนี้ครัวเรือนในอาเซียน รวมถึงวิเคราะห์ว่าหนี้ครัวเรือนเกิดจากอะไร แล้วทางออกในเรื่องนี้จะทำอย่างไรบ้างในมุมมองของสถาบันการเงิน

ปัญหาของหนี้ครัวเรือน

ก่อนอื่นปัญหาหนี้ของครัวเรือนบทวิเคราะห์ของยูโอบี สรุปจากงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังหลายคน โดยมองว่าปัจจัยสำคัญของหนี้ครัวเรือนมาจาก 3 สาเหตุใหญ่ ได้แก่

  1. รายได้ครัวเรือน - ปัจจัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานเกิดการว่างงาน ส่งผลทำให้รายได้ลดลง ขณะเดียวกันปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อหนี้ครัวเรือนคือ ประชากรในวัยทำงาน โดยถ้าหากสัดส่วนของประชากรวัยทำงานมีจำนวนสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  2. อัตราดอกเบี้ย - งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำวิจัยหนี้ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาช่วงปี 1990 พบว่าถ้าหากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง สถาบันการเงินมักจะเสนอเงินกู้ที่ดอกเบี้ยถูกกว่าส่งผลทำให้ครัวเรือนนั้นกู้เงินจากสถาบันการเงินมากขึ้น
  3. อัตราเงินเฟ้อ - ถ้าหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำทำให้ครัวเรือนสามารถที่จะกู้เงินได้มากขึ้นซึ่งมาพร้อมกับอัตราหนี้ในครัวเรือนสูงขึ้น ในทางกลับกันเงินเฟ้อสูงขึ้นก็ทำให้ครัวเรือนอาจชะลอการกู้ยืมเงินด้วยเช่นกัน

ถ้าหากกลับมามองปัจจัยของหนี้ในครัวเรือนในอาเซียนแล้ว ยูโอบีสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหนี้ในครัวเรือนมากที่สุดคือรายได้ของครัวเรือนนั่นเอง แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยหรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อนั้นกลับไม่มีความสัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือนในอาเซียน พบว่าในกรณีของประเทศไทยและอินโดนีเซีย หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ประเทศอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นสัมพันธ์กับอัตราการว่างงาน

หนี้ครัวเรือนแต่ละประเทศ

ยูโอบี ได้นำข้อมูลหนี้ครัวเรือนในอาเซียนเมื่อเทียบกับ GDP ของแต่ละประเทศ โดยนับจากปี 2015 และปี 2020 เพื่อดูว่าสัดส่วนหนี้เหล่านี้มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง

  • ไทยในปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 81.2 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 89.4 เปอร์เซ็นต์
  • มาเลเซีย ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 69.7 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 76.4 เปอร์เซ็นต์
  • อินโดนีเซีย ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 16.8 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 17.8 เปอร์เซ็นต์
  • สิงคโปร์ ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 57.3 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 55.3 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ยังได้ยกข้อมูลประเทศที่น่าสนใจ เช่น

  • ออสเตรเลีย ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 121 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 124 เปอร์เซ็นต์
  • เกาหลีใต้ ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 83.1 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 103 เปอร์เซ็นต์
  • สหรัฐอเมริกา ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 77.3 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 79.6 เปอร์เซ็นต์
  • ญี่ปุ่น ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 57.1 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 65.3 เปอร์เซ็นต์
  • อินเดีย ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 32.4 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 36.8 เปอร์เซ็นต์
  • จีน ปี 2015 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 39.1 เปอร์เซ็นต์ ปี 2020 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 61.6 เปอร์เซ็นต์

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญมาก

เราจะเห็นว่าอัตราหนี้ครัวเรือนแต่ละประเทศนั้นเพิ่มหรือลดไม่เท่ากัน หลายคนอาจสงสัยว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้แต่ละประเทศนั้นต่างกันได้ขนาดนี้

คำตอบก็คือนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศนั่นเอง

เทรนด์หนี้ในครัวเรือนนับตั้งแต่ปี 2010 - ข้อมูลจาก UOB
เทรนด์หนี้ในครัวเรือนนับตั้งแต่ปี 2010 - ข้อมูลจาก UOB

ในบทวิเคราะห์ของยูโอบี ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลหลายประเทศได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาได้ทันเวลา และมีมาตรการที่ป้องกันไม่ให้รายได้ของครัวเรือนตกต่ำอย่างรุนแรงแล้ว สัดส่วนหนี้ในครัวเรือนนั้นกลับไม่เพิ่มสูงมากขึ้น เช่นในกรณีของประเทศมาเลเซีย

แต่ถ้าหากเป็นกรณีของประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบจากภายนอก เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง บทวิเคราะห์ของยูโอบีจึงมองว่ามาตรการด้านการคลังของรัฐบาลไม่สามารถที่จะรองรับผลกระทบได้อย่างเต็มที่ได้

พร้อมกันนี้ ยูโอบี ได้ยกข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ซึ่งได้สำรวจประชากรตามประเทศต่างๆ ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กระทบต่อรายได้มากเพียงใด

  • ประเทศไทย พบว่า 33 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบทดสอบชี้ว่ารายได้ลดลง 26-50 เปอร์เซ็นต์
  • มาเลเซีย พบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบทดสอบชี้ว่ารายได้ของตัวเองไม่ลดลงด้วยซ้ำ
  • อินโดนีเซีย พบว่า 37 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบทดสอบชี้ว่ารายได้ลดลง 26-50 เปอร์เซ็นต์

บทวิเคราะห์ดังกล่าวเน้นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนในสาเหตุหลัก กล่าวคือ บทบาทของรัฐบาลที่สนับสนุนการเติบโตของรายได้ ซึ่งมีหลากหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนให้ประชากรมีรายได้ที่สูงมากขึ้นจากทักษะแรงงานที่สูงขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้มีการจ้างงานที่มากขึ้น รายได้ประชากรสูงขึ้น และยังก่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยูโอบี ยังมองว่าบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินควรจะดูแลเรื่องหนี้ในครัวเรือนด้วย เช่นกำกับดูแลสถาบันการเงินที่นำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนต่างๆ ว่า การปล่อยกู้มีคุณภาพหรือไม่ ตัวของสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมหรือไม่

ถ้าหากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งละเลยปัจจัยดังกล่าวนี้ สิ่งที่ตามมาคือหนี้ในครัวเรือนกลับไม่ลดลง (และอาจสูงขึ้นอีก) ผลกระทบดังกล่าวก็จะกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศในท้ายที่สุดอยู่ดี

ที่มา: บทวิเคราะห์จาก UOB (ASEAN: Contextualizing The Issue of Household Debt in Selected ASEAN Economies)


Author

วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์

วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
นักเขียนผู้สนใจในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโลกธุรกิจ