
หนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจในเรื่องของเศรษฐกิจได้ให้ความสำคัญอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในมุมเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของการบริโภคของประชาชน แต่ถ้าหากมองมุมสังคมแล้ว หนี้ครัวเรือนก็ก่อให้เกิดปัญหาคดีความมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคดีล้มละลายในชนชั้นกลาง เนื่องจากไม่สามารถหาหนี้มาจ่ายเจ้าหนี้ได้ หรือแม้แต่คดีความอย่างลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น
ในอาเซียนหลายประเทศนั้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโดยภาพรวมมีการเติบโตที่สูง แต่หลายประเทศเองก็ประสบปัญหาหนี้ในครัวเรือนไม่ต่างจากประเทศไทย ที่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับผู้วางแผนนโยบายหลายภาคส่วน
บทความนี้จะนำบางส่วนจากบทวิเคราะห์ของยูโอบี ที่มองถึงหนี้ครัวเรือนในอาเซียน รวมถึงวิเคราะห์ว่าหนี้ครัวเรือนเกิดจากอะไร แล้วทางออกในเรื่องนี้จะทำอย่างไรบ้างในมุมมองของสถาบันการเงิน
ก่อนอื่นปัญหาหนี้ของครัวเรือนบทวิเคราะห์ของยูโอบี สรุปจากงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังหลายคน โดยมองว่าปัจจัยสำคัญของหนี้ครัวเรือนมาจาก 3 สาเหตุใหญ่ ได้แก่
ถ้าหากกลับมามองปัจจัยของหนี้ในครัวเรือนในอาเซียนแล้ว ยูโอบีสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหนี้ในครัวเรือนมากที่สุดคือรายได้ของครัวเรือนนั่นเอง แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยหรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อนั้นกลับไม่มีความสัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือนในอาเซียน พบว่าในกรณีของประเทศไทยและอินโดนีเซีย หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ประเทศอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นสัมพันธ์กับอัตราการว่างงาน
ยูโอบี ได้นำข้อมูลหนี้ครัวเรือนในอาเซียนเมื่อเทียบกับ GDP ของแต่ละประเทศ โดยนับจากปี 2015 และปี 2020 เพื่อดูว่าสัดส่วนหนี้เหล่านี้มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ยังได้ยกข้อมูลประเทศที่น่าสนใจ เช่น
เราจะเห็นว่าอัตราหนี้ครัวเรือนแต่ละประเทศนั้นเพิ่มหรือลดไม่เท่ากัน หลายคนอาจสงสัยว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้แต่ละประเทศนั้นต่างกันได้ขนาดนี้
คำตอบก็คือนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศนั่นเอง
ในบทวิเคราะห์ของยูโอบี ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลหลายประเทศได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาได้ทันเวลา และมีมาตรการที่ป้องกันไม่ให้รายได้ของครัวเรือนตกต่ำอย่างรุนแรงแล้ว สัดส่วนหนี้ในครัวเรือนนั้นกลับไม่เพิ่มสูงมากขึ้น เช่นในกรณีของประเทศมาเลเซีย
แต่ถ้าหากเป็นกรณีของประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบจากภายนอก เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง บทวิเคราะห์ของยูโอบีจึงมองว่ามาตรการด้านการคลังของรัฐบาลไม่สามารถที่จะรองรับผลกระทบได้อย่างเต็มที่ได้
พร้อมกันนี้ ยูโอบี ได้ยกข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ซึ่งได้สำรวจประชากรตามประเทศต่างๆ ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กระทบต่อรายได้มากเพียงใด
บทวิเคราะห์ดังกล่าวเน้นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนในสาเหตุหลัก กล่าวคือ บทบาทของรัฐบาลที่สนับสนุนการเติบโตของรายได้ ซึ่งมีหลากหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนให้ประชากรมีรายได้ที่สูงมากขึ้นจากทักษะแรงงานที่สูงขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้มีการจ้างงานที่มากขึ้น รายได้ประชากรสูงขึ้น และยังก่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ยูโอบี ยังมองว่าบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินควรจะดูแลเรื่องหนี้ในครัวเรือนด้วย เช่นกำกับดูแลสถาบันการเงินที่นำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนต่างๆ ว่า การปล่อยกู้มีคุณภาพหรือไม่ ตัวของสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมหรือไม่
ถ้าหากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งละเลยปัจจัยดังกล่าวนี้ สิ่งที่ตามมาคือหนี้ในครัวเรือนกลับไม่ลดลง (และอาจสูงขึ้นอีก) ผลกระทบดังกล่าวก็จะกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศในท้ายที่สุดอยู่ดี
ที่มา: บทวิเคราะห์จาก UOB (ASEAN: Contextualizing The Issue of Household Debt in Selected ASEAN Economies)