
นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน สมัยพิเศษ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยหารือประเด็นสำคัญภายใต้ข้อเสนอของกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้แก่ แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาคจากผลของความขัดแย้งของมหาอำนาจ วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และการฟื้นตัวจากโควิด-19 ในระดับที่แตกต่างกันของสมาชิก โดยกลไกขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่อนาคต ควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของไทยที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี โมเดล)
“ที่ประชุมเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจอาเซียนจะกลับมาฟื้นตัวและแข็งแกร่งได้อีกครั้ง คาดว่า ในปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของภูมิภาค (จีดีพี) จะขยายตัวถึง 4.9% และในปี 66 จะเพิ่มขึ้น 5.2% จึงควรเร่งดำเนินการตามแผนฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ เสริมสร้างการฟื้นฟูระบบสาธารณสุข, ส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ความมั่นคงของมนุษย์, ใช้ประโยชน์สูงสุดจากศักยภาพของตลาดภายในอาเซียน, เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และมุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและพร้อมปรับตัวมากขึ้น”
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่ม โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพ ยุโรป ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียนมากขึ้น โดยอาเซียนได้ย้ำจุดยืนเรื่องการเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง โปร่งใส ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ และความเป็นแกนกลางของอาเซียน ทั้งนี้ การใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการค้าควรเคารพหลักการและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เช่น การห้ามเลือกปฏิบัติ และการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ควรคำนึงถึงพัฒนาการที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยไทยเห็นว่าอาเซียนควรแนะนำประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะอียู หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการฝ่ายเดียวเพื่อแอบแฝงการกีดกันทางการค้า.