
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้การใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเช่นกัน สำหรับทิศทางค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ปีนี้อาจต้องปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพราะการที่ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิง โดยส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้า และอีกส่วนคือการดึงเอาก๊าซฯจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ของผู้ได้รับสัมปทาน อีกทั้งราคาก๊าซก็จะอิงกับราคาน้ำมันด้วย เมื่อน้ำมันราคาสูง ราคาก๊าซฯก็สูงขึ้นตามด้วย
“ในส่วนของสัมปทานแหล่งก๊าซฯเอราวัณเดิม ที่สามารถผลิตก๊าซฯได้เฉลี่ย 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันที่มีปริมาณลดลง เพราะผู้ได้รับสัมปทานรายใหม่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) จะต้องใช้เวลาในการเพิ่มกำลังผลิตจากสัญญา แต่ในช่วงรอยต่อของการเข้าไปบริหารกิจการในเดือน เม.ย.นี้ จะเหลืออยู่ที่ 420-425 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) กำหนดไว้ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน”
ล่าสุด ปตท.สผ.คาดว่า จะใช้เวลา 2 ปี เพื่อทำให้แหล่งเอราวัณกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญา PSC ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพิ่มขึ้น และอาจกระทบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่เบื้องต้นคาดว่าเมื่อราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้น จะต้องปรับค่าเอฟทีเป็นระยะๆ โดย กกพ.ได้บรรเทาผลกระทบ โดยปรับขึ้นราคาเป็นขั้นบันได โดยแนวโน้มราคาค่าเอฟทีอาจขึ้นตลอดทั้งปีนี้”
ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาปัญหา กกพ.ได้นําเงินผลประโยชน์ของบัญชี Take or Pay จากแหล่งก๊าซธรรมชาติเมียนมา 13,594 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) ไปช่วยอุดหนุนค่าไฟฟ้า โดยนําส่งเงินและลดราคาค่าก๊าซธรรมชาติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อลดค่าเอฟทีให้ประชาชน สำหรับค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.นี้.