
สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลเปิดหน้าไพ่ ขอยกเว้นเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซี 5 ปี หนุนฟินเทคและสตาร์ตอัพให้เติบโตก่อน เนื่องจากการซื้อขายคริปโตเพิ่งเกิดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ด้าน “อาคม” ย้ำสนับสนุนแต่ต้องกำกับดูแลด้วย ยืนยันเคาะวิธีปฏิบัติ ทั้งการคำณวนและการผ่อนผันการยื่นภาษีคริปโตภายในเดือน ม.ค. เพื่อให้ทันกรอบยื่นภาษีปีนี้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับกรมสรรพากร สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ว่า เป็น การรับฟังข้อเสนอและความเห็นของภาคเอกชนเป็นครั้งแรก ซึ่งต้องแยกเป็น 2 ประเด็นของการหารือ โดยประเด็นแรก รายได้จากการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี ถือเป็นภาระที่ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2564 และ 2.การส่งเสริมการลงทุนและมาตรการจูงใจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
สำหรับประเด็นภาษีคริปโตนั้น กรมสรรพากรกำลังหาวิธีปฏิบัติและแนวทางในการจัดเก็บให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันกรอบการยื่นชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีนี้ คาดว่าภายในเดือน ม.ค.จะมีความชัดเจนทั้งเรื่องการคำณวนและการผ่อนผัน โดยภาษีคริปโตนั้น มีการจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2561 แล้ว ส่วนประเด็นเรื่องการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัพรายใหม่ๆนั้น มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง มาตรการทางภาษีถือเป็นหนึ่งในมาตรการจูงใจหลากหลายเท่านั้น “การส่งเสริมการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องมีทั้งการส่งเสริมและการกำกับดูแล และต้องดูตัวอย่างจากต่างประเทศด้วย”
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า การเข้าพบ รมว.คลังครั้งนี้ เพื่อยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมฟินเทค ด้วยการยกเว้นการจัดเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซีออกไป 5 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมฟินเทคและนวัต กรรมการดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพราะมิเช่นนั้นอาจมีการย้ายไปทำธุรกรรมการซื้อขายในต่างประเทศ ซึ่งไทยก็จะเสียประโยชน์จากการอุตสาหกรรมฟินเทค
“อยากให้รัฐบาลสนับสนุน ยกเว้นภาษีเหมือน กับการยกเว้นภาษีหุ้น ที่ยกเว้นมาเป็นเวลากว่า 30 ปีผ่านมา เนื่องจากการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี เกิดมาได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลยกเว้นภาษีคริปโตเป็นเวลา 5 ปี เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นอาจมีเงินไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ส่วนการหารือกับกรมสรรพากร เพื่อหาวิธีการยื่นภาษีเงินได้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วนั้น อาจทำได้ไม่ง่ายและไม่สามารถแล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว จึงขอเสนอให้ยกเว้นภาษีเหมือนตลาดหุ้น”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของสินทรัพย์ดิจิทัลอีก ที่หากตีความว่าเป็นสินค้าบริการ ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อยากให้สนับสนุนอุตสาหกรรมฟินเทคให้เติบโตไประยะหนึ่งก่อน หลังจากนั้นค่อยๆจัดเก็บภาษี
นายปริญญ์กล่าวต่อว่า ยังได้เสนอให้รัฐบาลนำบล็อกเชนมาใช้ในการตรวจสอบงบประมาณของภาครัฐเพื่อลดการทุจริตและคอร์รัปชัน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ รวมทั้งนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการระดมทุน เพื่อทำให้สตาร์ตอัพและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถระดมทุนได้คล่องตัวมากขึ้น จากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่มีความพร้อมในการลงทุน เพราะการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นอาจต้องใช้เวลาและมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า และเสนอว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเหล่านี้ก็ต้องไม่เป็นอุปสรรคด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่ควรออกกฎหมายที่เข้ามาควบคุมการเติบโตของศิลปะดิจิทัล หรือ NFT (Non-Fungible Token) ที่เพิ่งจะเริ่มต้น เพราะอาจทำให้ผู้ประกอบการตลาดศิลปะดิจิทัลหนีไปตลาดต่างประเทศ คนซื้อขายก็จะไปใช้บริการตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบัน NFT คืออีกช่องทางในการหารายได้เพิ่มของศิลปินรายเล็ก ได้เข้ามาในพื้นที่นี้เพื่อสร้างรายได้ในโลกดิจิทัล.